Bhutan
แพ็กเกจทัวร์ภูฏาน : 5 วัน 4 คืน โดยสายการบิน Bhutan Airlines
กำหนดการเดินทาง : ออกเดินทางได้ทุกวัน                                                                                              

  • Program
โปรแกรมการเดินทาง
ประเทศ ภูฏาน 5 วัน 4 คืน
 เมืองพาโร – ปูนาคา – ทิมพู
 
โดยสายการบิน Bhutan Airlines
วันแรกของการเดินทาง     กรุงเทพฯ – พาโร – ทิมพู
0630 น.  คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตูทางเข้าที่ 5เคาน์เตอร์ Kสายการบิน Bhutan Airlines
0920 น.  เดินทางสู่ เมืองพาโร ประเทศภูฏาน โดยสายการบิน Bhutan Airlinesเที่ยวบินที่ B3 701
1245 น.  เดินทางถึง สนามบินพาโรประเทศภูฏาน(เวลาท้องถิ่นภูฏาน ช้ากว่าที่ประเทศไทย 1 ช.ม.) ชมอาคารที่ พักผู้โดยสาร ซึ่งออกแบบด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของภูฏาน เป็นอาคารไม้ ประดับภาพจิตรกรรม   และภาพแกะสลักวิจิตรบรรจง เข้าไม้โดยไม่ใช้ตะปู หลังคาใช้ไม้แผ่นวางซ้อนกัน    แล้วใช้ก้อนหินทับป้องกันลมพายุพัดปลิว ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองพาโร เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมOlathang
บ่าย  จากนั้นนำท่านชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมืองพาโร  (Paro National Museum)  ตั้งอยู่บนอาคารทรงกลม ซึ่งเคยเป็น “หอสังเกตการณ์รบ” หรือ “ตาซอง” (Ta Dzong) มีอายุ เก่าแก่กว่า 350 ปี สร้างไว้ตั้งแต่  พ.ศ.2192   (ร่วมสมัยพระเจ้า ปราสาททอง) ก่อนดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ ใน พ.ศ.2511 โดยกษัตริย์ จิกมี่ ดอร์จิ วังชุก รัชกาลที่ 3 ผู้ได้รับการยกย่อง เป็น “บิดาแห่งภูฏานยุคใหม่” และเป็นพระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ชม อลังการแห่งผ้าพระบท (ตังกา) แผนภูมิศักดิ์สิทธิ์ของ ชาวพุทธวัชรยาน (มันดาลา) ตลอดจนอาวุธ  เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรีคัมภีร์พระไตรปิฎกรวมถึงแสตมป์  หรือดวงตราไปรษณีย์ที่ทำให้ภูฏานขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ออกแบบแสตมป์สวยที่สุด
 
นำท่านชม  พาโร ซอง  Paro Dzong   คำว่า  “ ซอง” สถานะเป็นทั้งป้อมปราการสำนักบริหาร ราชการเมือง  อารามหลวงและสนามหลวง   กล่าวได้ว่า  “ซอง”  คือจิตวิญญาณของชาวภูฏาน   ซึ่งรวมประเทศได้จากการรวม “ซอง” ต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ชม พาโรซอง ภายนอก จะเห็น สะพานไม้ข้ามลำน้ำพาโรสู่ตัวซองอันงามสง่า
 
จากนั้นเดินทางด้วยรถโค้ช สู่ ทิมพู (Thimphu)ระยะทาง 65 ก.ม. (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 ช.ม.) ถึง ทิมพู นครหลวงของภูฏาน ที่ระดับความสูง 2,350 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ดอยอินทนนท์ 2,565 เมตร  เมืองลี่เจียง 2,200 เมตร จงเตี้ยน 3,300 เมตร) จากนั้น นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรม  ได้เวลานำท่านออกเดินทางสู่   จุดชมวิวเมืองทิมพู  ชม  “ลุงตะ” หรือ ธงพระบัดพลิ้วเหนือลำน้ำทิมพู ซึ่งไหลขนาบ ข้าง  “ทิมพู ซอง” ที่เป็นทั้งสำนักพระราชวัง และทำเนียบรัฐบาล ระหว่างทางแวะถ่ายรูป สำนักสงฆ์ตัมโช (Tamchoe Monastery)ซึ่งมีสะพานเหล็กทอดไปอีกฝั่ง เป็นวัดที่สร้างโดยพระที่เดินทางมาจากทิเบตต้องการมาหาแร่เหล็ก และท่านคิดค้นการทำโซ่เหล็กเป็นครั้งแรก ซึ่งท่านได้เห็นในพิพิธภัณฑ์ที่พาโรด้วย  และแวะถ่ายรูปกับเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเจดีย์แบบทิเบต ภูฏาน และเนปาลที่  ด่านชูซอม (Chuzom)
 
จากนั้นเดินทางถึง เมืองทิมพู นำท่านเยี่ยมชม ทิมพู ซองThimpu Dzongหรือชื่อทางการว่า ตาชิโช ซอง (Tashicho Dzong)  ซึ่งเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ ในปัจจุบันแบ่งเป็นพระตำหนักฤดูร้อน ในสมเด็จพระสังฆราชภูฏาน  พระอารามหลวง สำนักพระราชวัง   ทำเนียบรัฐบาล   ห้องประชุมรัฐสภาแห่งชาติ โดยแบ่งเป็นห้องต่าๆ กว่า 100ห้อง  ในส่วนของมหาอารามนั้นจะมีตำหนักที่ประทับฤดูร้อนของสมเด็จพระสังฆราช ในส่วนของซองแห่งนี้จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ได้เฉพาะในส่วนของบริเวณวัด ซึ่งที่ในโบสถ์มีพระประธานเป็นพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี พระโพธิสัตว์  ท่านคุรุปัทมสัมภวะ และท่านซับดรุง งาวัง นัมเกลซึ่งเป็นผู้รวบรวมชนเผ่าจนเกิดเป็นประเทศภูฏาน ชมการตกแต่งภาพจิตรกรรมผาผนัง  และผ้าพระบทที่เล่าเรื่องราวในพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องราวของการแสดงบารมีในปางต่างๆของ  “พระปัทมสัมภวะ”  หรือ  “พระปทุมสมภพ” (แปลว่า ผู้กำเนิดจากดอกบัว) เป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้าตามแนวคิดของนิกายมหายาน
 
จากนั้นเชิญท่านร่วมทำบุญในแบบภูฏานพร้อมทั้งรับศีลรับพรจากพระสงฆ์ระดับรินโปเช ซึ่งเชื่อว่ามีการกลับชาติมาเกิดหลายครั้งเพื่อปฏิบัติพุทธบารมี
ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำ (อาหารไทย) ณ ภัตตาคารสุโขทัย   จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พัก โรงแรมPhuntsho Pelriหรือเทียบเท่า
วันที่สองของการเดินทาง    ทิมพู – ปูนาคา
เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 
หลังอาหารเช้า นำแวะชมวิวบนเนินเขา Kuenselphodrangเหนือตัวเมืองในจุดที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดในประเทศภูฏาน พร้อมนมัสการพระพุทธรูปหล่อสัมริดประทับนั่งกลางแจ้ง (Big  Buddha)สูง51.50เมตร องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการรวมพลังของชาวพุทธจากทั่วโลก โดยได้ต้นแบบมาจากพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในสถูปพุทธคยา ประเทศอินเดีย   จากนั้นออกเดินทางเข้าสู่เขตเทือกเขาสูงที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าสนกึ่งป่าดงดิบ จนถึงช่องเขา“โดชูลาพาส ” ( Dochula Pass)หรือ ช่องเขาศิลา ที่มีระดับความสูง  3,145 เมตร   ซึ่งมีกลุ่มสถูป  “ดรุค วังเกล”  (Druk  Wangyel Chorten) หรือสถูปแห่งความเป็นสิริมงคลและ สันติสุขของแผ่นดิน 108 องค์ ที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระราชินี  อะชิ   ดอร์จิ  วังโม วังซุก (ร.4)     เพื่อ ถวายพระโพธิสัตว์และพระอรหันต์108องค์   และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความสงบสุขที่เกิดขึ้นหลังจากการปราบกบฏอัสสัมที่เข้ามาใช้พื้นที่ประเทศภูฏานในการต่อสู้กับรัฐบาลอินเดีย    ขอเชิญทุกท่านแวะชิมชา กาแฟและขนมว่างท่ามกลางบรรยากาศแสนสวยสุดแสนโรแมนติค ณ จุดชมวิวบนเขา  ซึ่งในวันที่อากาศสดใสจะมองเห็นยอดเขาโต๊ะที่มียอดแบนราบเหมือนโต๊ะและยอดเขาอื่นๆบนเทือกเขาหิมาลัย   ที่สูงกว่า 7,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล  จากนั้นนำเดินทางข้ามภูเขาที่สูงเหนือม่านเมฆ   สัมผัสกลิ่นหอมของดอกไม้ป่า ชมวิวบนเทือกเขาและเพลินชมหมู่บ้านกลางหุบเขาที่มีการทำนาแบบขั้นบันได
เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน ณ Chimi Cafeท่ามกลางความงามของขุนเขาและสายน้ำลำธาร
บ่าย  นำท่านเข้าสู่วัดชิมิ (Chimi Lhakhang) หรือวัดแห่งการเกิด ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยท่านDrukpa Kuenley นักบวชลามะผู้ที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์พลังลึกลับและอิทธิปาฏิหาริย์   ท่านได้สะกดวิญญาณนางปีศาจร้ายที่แฝงตัวมาในรูปของสุนัขสีแดงเอาไว้ใต้เจดีย์ด้วยเครื่องมือที่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย ทำให้วัดแห่งนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า No Dog Templeและยังได้เนรมิตรแพะผสมวัวให้กลายเป็นตัวทาคินอีกด้วย  ชาวภูฏานจึงนิยมมาขอพรเพื่อเพิ่มพลังให้ชีวิตและการขอบุตรกันที่วัดชิมิลาคังซึ่งในโบสถ์จะมีรูปบูชาของท่าน และจะมีพระลามะทำพิธีให้พรด้วยการใช้เครื่องหมายเพศชายและคันธนูเคาะเบาๆที่ศีรษะ  จากนั้นจะรินน้ำมนต์ ซึ่งตามธรรมเนียมเราต้องใช้ฝ่ามือทั้งสองรับน้ำมนต์มาแตะที่ริมฝีปากก่อนที่จะนำไปลูบที่ศรีษะ
จากนั้นนำเดินทางเส้นทางริมแม่น้ำ Puna Tsang Chhu  เข้าสู่เมืองหลวงเก่า ปูนาคา (Punakha)ที่มีภูมิประเทศสูงจากระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร และมีอากาศที่อบอุ่นกว่าเมืองทิมพู     ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ภูฏานและ สมเด็จพระสังฆราชจะทรงเสด็จแปรพระราชฐานมาปูนาคาในฤดูหนาว (เดือน พ.ย.- เม.ย.) ปูนาคาจึงเปรียบเสมือน “เมืองหลวงฤดูหนาว”  (Winter Capital) ในขณะที่ทิมพูเป็น “ เมืองหลวงฤดูร้อน ”(Summer Capital) และเป็นเมืองหลวงทางราชการ
นำท่านเข้าชม ปูนาคา ซอง (Punakha Dzong)  ซึ่งเป็นซองขนาดใหญ่ และสำคัญที่สุด   เป็นสถานที่เก็บ พระอัฐิ ของท่านธรรมราชาซับดรุง งาวัง นัมเกล ผู้รวมชาติภูฏาน และ ยังเป็นสถานที่ ซึ่งพระเจ้าอุกเยน วังชุก กษัตริย์พระองค์แรก ได้กระทำพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งภูฏาน  เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม  พ.ศ. 2450 ( ต่อมาจึงกำหนดให้ทุกวันที่ 17  ธ.ค. เป็นวันชาติภูฏาน )  ภายในซองแห่งนี้มีพระตำหนักและท้องพระโรงซึ่งใช้เป็นสถานประกอบพระราชพิธีต่างๆ  ยังมีศาลาว่าการเมือง ลานสนามหลวง  มหาธาตุเจดีย์ หอพระ โบสถ์   วิหาร  กุฏิพระลามะ  ที่สร้างขึ้นในซองนี้ถึง 21 แห่ง  มีภิกษุสามเณรจำพรรษากว่า  6,000 รูป   แม้จะเคยเกิดไฟไหม้ถึง 6 ครั้ง   เกิดน้ำท่วม และแผ่นดินไหว แต่ปูนาคา ซอง ก็ยังคงความงามสง่า จากนั้นนำท่านเดินทางกลับเข้าสู่ เมืองปูนาคา
ค่ำ  รับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารของโรงแรม 
นำท่านเข้าสู่ที่พัก โรงแรมPema Karpoหรือเทียบเท่า
วันที่สามของการเดินทาง    ปูนาคา – ทิมพู- พาโร
เช้า   รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางข้ามเทือกเขาสูงที่มีทิวทัศน์อันสวยงาม  กลับสู่เมืองหลวงทิมพู แวะพักผ่อนอิริยาบท ดื่ม ชา กาแฟ ชมวิวเทือกเขาหิมาลัย สูดอากาศบริสุทธิ์ ฟังเสียงธงมนต์สะบัดตามแรงลม และสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวดาบนยอดเขาตามความเชื่อของชาวภูฏานที่ โดชูลาพาส (Dochula Pass)  จากนั้นเดินทางผ่านช่องเขาเข้าสู่ เมืองทิมพู
เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย  หลังอาหารกลางวันทางบริษัทได้จัดเตรียมชุด  “ คีรา”  และ  “โค”   ชุดประจำชาติของภูฏาน   ให้ท่านได้สวมใส่เที่ยวในเมืองทิมพู จากนั้นนำท่านชมโรงเรียนสอนงานศิลปะ (The School of Arts and Crafts or the Painting School) ซึ่งท่านจะได้เห็นเด็กนักเรียนชายที่รักการเรียนทางด้านศิลปะกำลังประดิษฐ์งานในแขนงต่างๆ เช่นการแกะสลักไม้ การปั้นพระพุทธรูปปูนปั้น การวาดภาพพระบฏ หรือภาพทังก้า (จะไม่มีการแสดงของนักเรียนในช่วงปิดเทอมและวันหยุดราชการ)
 
จากนั้นนำท่านเยี่ยมชม อนุสรณ์สถานMemorial Chortenซึ่งเป็นพระชนกของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน (พระเจ้า  จิกมี  ซิงเย  วังชุก)  พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่3 ที่ปกครองภูฏาน ในช่วงปีค.ศ.1952 – 1972  และทรงได้รับพระฉายาว่า   “พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่”  (King of Merdernization)   มีประสงค์จะสร้างเพื่อเป็นการถวายเป็นพุทธบูชา แทนสัญลักษณ์  กาย วาจาและใจ   ของพุทธศาสนา  แต่ท่านได้เสียชีวิตลงเสียก่อน สมเด็จพระราชินีจึงได้ดำเนินการสร้างต่อจนแล้ว
 
จากนั้นนำท่านชม สถานอนุรักษ์สัตว์ประจำชาติของภูฏาน ที่เรียกว่า ทาคิน (Takin) ซึ่งปัจจุบันหาดูได้ยาก นำท่านเยี่ยมและเลือกซื้อแสตมป์ที่ระลึกณที่ทำการไปรษณีย์เมืองทิมพู  ประเทศภูฏานขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ออกแบบแสตมป์ได้สวยที่สุด ประเทศเทศหนึ่ง
 
จากนั้นเดินทางถึง เมืองทิมพู นำท่านเยี่ยมชม ทิมพู ซองThimpu Dzongหรือชื่อทางการว่า ตาชิโช ซอง (Tashicho Dzong)  ซึ่งเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ ในปัจจุบันแบ่งเป็นพระตำหนักฤดูร้อน ในสมเด็จพระสังฆราชภูฏาน  พระอารามหลวง สำนักพระราชวัง   ทำเนียบรัฐบาล   ห้องประชุมรัฐสภาแห่งชาติ โดยแบ่งเป็นห้องต่าๆ กว่า 100ห้อง  ในส่วนของมหาอารามนั้นจะมีตำหนักที่ประทับฤดูร้อนของสมเด็จพระสังฆราช ในส่วนของซองแห่งนี้จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ได้เฉพาะในส่วนของบริเวณวัด ซึ่งที่ในโบสถ์มีพระประธานเป็นพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี พระโพธิสัตว์  ท่านคุรุปัทมสัมภวะ และท่านซับดรุง งาวัง นัมเกลซึ่งเป็นผู้รวบรวมชนเผ่าจนเกิดเป็นประเทศภูฏาน ชมการตกแต่งภาพจิตรกรรมผาผนัง  และผ้าพระบทที่เล่าเรื่องราวในพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องราวของการแสดงบารมีในปางต่างๆของ  “พระปัทมสัมภวะ”  หรือ  “พระปทุมสมภพ” (แปลว่า ผู้กำเนิดจากดอกบัว) เป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้าตามแนวคิดของนิกายมหายาน และนำท่านเดินทางกลับสู่ เมืองพาโร
 
 
พิเศษ นำชมนาฏศิลป์ภูฏานในชุดระบำหน้ากากที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และชมการเต้นรำพื้นเมืองของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ทั่วประเทศ (กรณีเดินทาง 6 ท่านขึ้นไป)
ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารของโรงแรม 
จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พัก โรงแรมPhuntsho Pelriระดับ 3 ดาว หรือเทียบเท่า
วันที่สี่ของการเดินทา    พาโร    
เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังอาหารเช้านำท่านเข้าสู่บริเวณเชิงเขา จากนั้นนำขี่ม้า ขึ้นสู่ยอดเขา  ซึ่งแบ่งการเดินทางออกเป็น2ช่วง  ใช้เวลาช่วงละประมาณ 2ชั่วโมง ที่ระดับความสูงเฉลี่ย2,000-3,000เมตร ในเส้นทางแสวงบุญของชาวพุทธมหายานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ให้ท่านได้แวะพักเหนื่อยชมภาพมหัศจรรย์ของ วัดตั๊กซังที่เกาะเกี่ยวอยู่บนหน้าผาสูง  ดื่มชากาแฟที่จุดชมวิวTaktshang Cafeในช่วงที่1 (เป็นจุดที่ตั้งภัตตาคารอาหารกลางวัน)   จากนั้นนำท่านขี่ม้าขึ้นสู่ วัดตั๊กซัง(Taktshang Lhakhang) หรือวัดถ้ำเสือซึ่งเป็นวัดถ้ำ13วัดที่สร้างเกาะเกี่ยวกันอยู่บนหน้าผาที่ดูเหมือนวิมานสวรรค์ล่องลอยอยู่เหนือกลุ่มเมฆ   นับเป็นวัดที่น่ามหัศจรรย์1ใน10ของโลก  และมีความสำคัญที่สุดของชาวภูฏาน ซึ่งทุกคนจะต้องขึ้นไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต ตามตำนาน ที่เชื่อกันว่า ถ้ำเสื้อหรือรังเสือ (Tiger Nest)แห่งนี้คือสถานที่ๆ กูรู ริมโปเช หรือท่านปัทมสัมภวะผู้เป็นปรมาจารย์แห่งคำสอนแบบ วัชรญานตันตระที่เดินทางโปรดสัตว์มา
จากทิเบต ได้ขี่นางเสือ(หมายถึงศัก-ติ หรือพลังปัญญาจากเพศหญิงที่แปลงสภาพเป็นนางเสือ) ขึ้นไปสร้างสมบุญบารมีนั่งวิปัสสนากรรมฐานบำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำนานถึง3เดือน  ก่อนที่ท่านจะได้ประกาศคำสอนสู่สานุศิษย์เพื่อเผยแผ่พระศาสนาสู่ดินแดนพุทธภูมิภูฏาน ในพุทธศตวรรษที่12  การเดินขึ้นไปถึงวัดตั้กซัง ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ อากาศบนที่สูงเบาบางซึ่งอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย ท่านที่ต้องการสละสิทธิ์กรุณาแจ้งล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมการดูแล
ที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน ณ Taktshang Cafe
นำท่านเดินทางสู่ วัดคิชู   (Kichu Lhakhang)  วัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูฏาน  ตามประวัติว่าสร้างตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่  12 หรือราว 1,300  ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ภูฏานยังเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของทิเบต  กษัตริย์ซองเซนกัม  ซึ่งชาวทิเบตยกย่องว่า  เป็นผู้อัญเชิญศาสนาพุทธสายวัชรยานตันตระมาประดิษฐานในทิเบต โปรดสร้างวัด 108 แห่ง เพื่อตอกอวัยวะ 108 จุด  ของยักษ์ตนหนึ่ง ซึ่งนอนแผ่ทับเทือกเขาหิมาลัยไว้  หมายจะให้สัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเผยแผ่ไปถึง โดยจุดที่สร้างวัดคิขุที่เมืองพาโรเป็นเท้าซ้ายของยักษ์  (อีกวัดหนึ่งในภูฏานอยู่ที่เมืองบุมทัง สร้างตรงเข่าซ้ายของยักษ์) ชมวิหารเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกษัตริย์ ซองเซน กัมปุ ซึ่งปูพื้นด้วยไม้แผ่นใหญ่  ตรงบริเวณเบื้องหน้าพระปฏิประธานมีรอยบุ๋มลึก  เนื่องจากมีผู้แสวงบุญมายืนและก้มลงกราบพระแบบ  “อัษฎางคประดิษฐ์” (ร่างกายแตะพื้น 8 จุด) ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานานนับพันปี ขอเชิญชมต้นสนไซเปรสไม้ประจำชาติต้นเก่าแก่ที่หน้าวัด  เพลิดเพลินชมวิวกว้างไกลของเทือกเขาหิมาลัย มองเห็นยอดเขาจูโมฮารี  สูงที่สุดในภูฏาน 7,340เมตร  (จูโมฮารีจะเห็นได้เมื่ออากาศสดใสในฤดูหนาว)
ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พัก โรงแรม Olatangระดับ 3 ดาว หรือเทียบเท่า
วันที่ห้าของการเดินทาง   พาโร – กรุงเทพฯ
เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักผ่อนตามอัธยาศัย  สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางสู่ สนามบินเมืองพาโร
1035 น.   ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Bhutan Airlinesเที่ยวบินที่ B3 700
1605 น.   เดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ
อัตราค่าบริการ (เดินทางขั้นต่ำ 3 ท่าน)
 
Low Season
(ธ.ค.// ม.ค.// ก.พ.// มิ.ย.// ก.ค.// ส.ค.)
High Season
(มี.ค.// เม.ย.// พ.ค.// ก.ย.// ต.ค.// พ.ย.)
ราคาต่อท่าน
52,900 บาท
57,500 บาท
พักเดี่ยวจ่ายเพิ่ม
1,700 บาท
1,700 บาท
**ราคา ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2561**
อัตราค่าบริการรวม
 
-   ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดและภาษีสนามบินภูฏาน (ภูฏานแอร์ไลน์) 
-   ค่าโรงแรมที่พักระดับ standard พร้อมอาหารเช้า 
-   ค่าอาหารทุกมื้อตามที่ระบุในรายการ
-   รถปรับอากาศตลอดการเดินทางตามรายการ
  • ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
  • น้ำดื่มวันละ 3 ขวดต่อ 1 ท่าน
  • ค่าวีซ่าประเทศภูฏานและค่าภาษีท่องเที่ยวรัฐบาลภูฏาน
  • ไกด์ท้องถิ่น (ภาษาอังกฤษ)  
  • ค่าประกันภัยการเดินทาง
 
อัตราค่าบริการไม่รวม
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุในโปรแกรมด้านบน
  • -ค่าขี่ม้าขึ้นเขาตั๊กซัง
  • ค่าทิป ไกด์ท้องถิ่น – คนขับรถ และ คนยกกระเป๋า
            Guide: 20 USD/Day/Bus
            Driver: 15 USD/Day/Bus
            Lugguage Driver: 2,500 Nu./Trip
การยื่นวีซ่า
  • กรุณาสแกนหน้าสำเนาพาสพอร์ตผู้เดินทาง ส่งมายังบริษัท นิสโก้ ทราเวล ทางอีเมล์
   ( ควรส่งยื่นวีซ่าอย่างน้อย 20 วัน ก่อนการเดินทาง )