ทัวร์อินเดีย

  • Program
โปรแกรมการเดินทาง
เยือน“ดินแดนสุดขอบฟ้าสู่หลังคาโลก”
บนเทือกเขาหิมาลัย เลห์ ลาดักห์ หรือ “ธิเบตน้อย”
“เทศกาลระบำหน้ากาก”
ดินทางระหว่าง : วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560 - วันอาทิตย์ ที่ 07 กรกฎาคม 2560
โดยสายการบิน Jet Airways
วันแรกของกาารเดินทาง                           กรุงเทพฯ - เดลลี     
1500 น.
พร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศชั้น 4 ประตู 7 แถวP สายการบิน Jet Airwaysเจ้าหน้าที่จากบริษัทจะคอยให้การต้อนรับอำนวยความสะดวกในการเช็คอิน
1755 น.
ออกเดินทางสู่เมืองนิวเดลลีประเทศอินเดีย โดยสายการบิน Jet Airwaysเที่ยวบินที่ 9W 63
2055 น.
(เวลาท้องถิ่น) เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิราคานธี ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเรียบร้อยแล้ว รับกระเป๋าสัมภาระ จากนั้นรอต่อเครื่องเช็กอินที่เค้าเตอร์ สายการบิน Jet Airways เพื่อทำการบินเข้าสู่เมืองเลห์ ต่อไป 
วันที่สองของการเดินทาง                             เดลลี - เลห์   
0655 น.
ออกเดินทางจาก กรุงนิวเดลลี สู่เมืองเลห์ เมืองศูนย์กลางของการท่องเที่ยวของลาดัคห์ โดยสายการบิน Jet Airwaysเที่ยวบินที่ 9W 2366ใช้เวลาบินโดยประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที รับประทานอาหารเช้าบนเครื่อง
0820 น.
เดินทางถึงสนามบินเลห์ รับสัมภาระผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเรียบร้อยแล้วออกเดินทางสู่ “เมืองเลห์”
หลังจากนั้นนำท่านเดินทางสู่ที่พัก ณ โรงแรมฮอลิเดย์ ลาดักห์ (Hotel Holiday Ladakh) หรือเทียบเท่า
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน
หลังจากรับประทานอาหารเที่ยง สามารถพักผ่อนหรือเพลิดเพลิน ชมความงดงามของเมืองเลห์ สัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นและเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองที่ ตลาดเลห์ “Leh Market”ตามอัธยาศัย 
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ 
วันที่สามของการเดินทาง                                            พระราชวังเลห์ - เจดีย์สันติภาพ - วัดนำเกลเซโม
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังจากรับประทานอาหารเช้า นำท่านเดินชม พระราชวังเลห์ “Leh Palace” ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากจัตุรัสกลางเมืองเลห์ พระราชวังเลห์สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1630 มีทั้งหมด 9 ชั้น  สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Singge Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ก่อสร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อนในอดีตเป็นที่ประทับของราชวงศ์แห่งลาดักห์มีลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรม ใกล้เคียงกับพระราชวังโปตาลาในทิเบต คือมีผนังเอียงเข้าหากันทุกด้าน  
นำท่านเยี่ยมชม เจดีย์สันติภาพ “Shanti Stupa” เจดีย์สีขาวทรงโดมตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสร้างขึ้นในปี ค.ศ 1985 โดยพุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสันติสุข และสงบใต้ฐานพระเจดีย์แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอัญเชิญโดยพระดาไลลามะองค์ที่ 14 คือ Dalai Lama, Tenzin Gyatsoภายในประดับตกแต่งด้วยรูปภาพต่างๆ สถานที่ศักดิ์สิทธิแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนา และยังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ได้เป็นอย่างดี
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน
เยี่ยมชม วัดนัมเกล เซโม และ ป้องแห่งชัยชนะNamgyal Tsemo Gompa”วัดนัมเกล เซโมและป้องแห่งชัยชนะ อยู่ในเทือกเขาเดียวกับพระราชวังเลห์ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1430 มีพระพุทธรูปความสูงประมาณอาคาร 3 ชั้น ในอดีตเคยเป็นพระตำหนักที่ประทับของกษัตริย์ซิงเก นัมเกล ปัจจุบันเป็นสำหนักงานของหน่วยอนุรักษ์โบราณสถานของรัฐบาลอินเดียสาขาลาดักห์ ป้อมแห่งชัยชนะนั้นสร้างเพื่อเป็นการฉลองชัยชนะเหนือกองทัพบัลติแคชเมียร์ ช่วงต้นศตวรรษ      ที่ 16 เป็นอีกจุดชมวิวเมืองเลห์ที่งดงาม
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรมฮอลิเดย์ ลาดักห์ (Hotel Holiday Ladakh) หรือเทียบเท่า
วันที่สี่ของการเดินทาง                                          วัดเฮมิส - วัดธิคเซย์ – พระราชวังเชย์ - สตอคพาเลซ       
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารเช้า นำท่านออกเดินทางสู่ วัดเฮมิส “Hemis Gompa”หรือวัดลามะนิกายหมวกแดงตั้งอยู่ห่างจากเมืองเลห์ประมาณ 45 กิโลเมตร เป็นวัดโบราณที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในดาลักห์ สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 โดยพระเจ้าเซงกี วัดเฮมิสได้รับการประกาศให้เป็น มรดกโลกในปี ค.ศ. 1998 วัดเฮมิสเป็นวัดพุทธตันตระนิกายหมวกแดงหรือนิกายนิงห์มาปา เป็นนิกายดั้งเดิมของศาสนาพุทธสายทิเบต ท่านปัทมสัมภวะหรือที่ชาวทิเบตเรียกว่า คุรุริมโปเช ซึ่งเป็นภิกษุรูปแรกที่เดินทางจากอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 1350 ที่ได้นำศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่ในทิเบตและเป็นผู้ให้กำเนิดนิกายหมวกแดง
นำท่านรับชมการแสดงเทศกาลระบำหน้ากากวัดเฮมิสจะมีเทศกาลประจำปีเรียกว่า เฮมิส-เตชู (Hemis Tse-Chu) อันเปรียบเสมือนงานบุญใหญ่และมหาพิธีแห่งลาดักห์ คำว่า เตชู หมายถึง วันที่ 10 งานเฮมิส-เตชู จึงจัดขึ้นทุกวันที่ 10-11 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติของทิเบต เพราะวันที่ 10 เดือน 5 ถือเป็นวันคล้ายวันสมภพของท่านปัทมสัมภวะ ซึ่งเชื่อว่าเป็นปีเกิดของท่านปัทมสัมภวะ
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน
จากนั้นนำท่านชม วัดธิคเซย์  “Thiksey Gompa” หรือวัดลามะนิกายหมวกเหลือง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเลห์ไปทางทิศใต้ประมาณ 17 กิโลเมตร สถาปนาครั้งแรกในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 โดยท่าน เซรัป ซังโป แห่งสต๊อคในหุบเขาซันสการ์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1430 ท่าน ปัลเลน เซรัป หลานของท่านเซรัป ซังโป ได้ทำการก่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ ฝั่งเหนือของแม่น้ำสินธุ เป็นพระอารามใหญ่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขากลางทุ่งราบ ฉาบด้วยสีแดงและขาวเรียงรายลดหลั่นตามเนินเขานับร้อยหลัง มีกุฏิรายล้อมอยู่รอบอารามหลักสูง 12 ชั้น รูปทรงของวัดมีความคล้ายคลึงกับ พระราชวังโปตาลา จนได้รับฉายาว่า Mini Potala นิกายหมวกเหลือง ถือกำเนิดในทิเบตขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ 14 โดยท่าน ชงคาปะ จุดเด่นของนิกายหมวกเหลือง คือ พระลามะจะเน้นความเคร่งครัดในธรรมวินัย วัตรปฏิบัติ พระสูตร ที่เป็นวิชาการ รวมถึงการวิเคราะห์ธรรมะโดยวิธีตรรกวิภาษ
นำท่านเดินทางสู่ เมืองเชย์ “Shey”เมืองหลวงเก่าของลาดัคห์เยี่ยมชม พระราชวังเชย์ “Shey Palace”ถูกสร้างขึ้นราวๆ ต้นศตวรรษที่17สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Singay Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ก่อสร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อน ของกษัตริย์แห่งลาดัคห์ ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุณี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้
จากนั้นนำท่านชม พิพิธภันฑ์สต๊อคพาเลส “Stock Palace Museum”เป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์ราชวงศ์นัมเกียลแห่งลาดักห์ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1814 มีความสูงถึง 4 ชั้น ภายในมีห้องมากว่า 77 ห้อง ในช่วงเวลาที่อาณาจักรลาดักห์กำลังเริ่มเสื่อมอำนาจลง เพราะเพื่อนบ้านชาวซิกข์จากแคว้นปัญจาบกำลังเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง พอถึงปี ค.ศ. 1834 เมื่อ กุหลาบสิงห์ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งลาดักห์ จึงจำต้องสละราชบัลลังก์จากเลห์มาอยู่ที่พระราชวังสตอคแห่งนี้อย่างถาวรและเปิดทางให้ศาสนาอิสลามเข้ามาสถาปนาตั้งมั่นอยู่ในเลห์นับแต่นั้นมา
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ
หลังอาหารเย็น นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักณโรงแรมฮอลิเดย์ ลาดักห์ (Hotel Holiday Ladakh) หรือเทียบเท่า 
วันที่ห้าของการเดินทาง                                           นูบราวัลเลย์ - เมืองเดสกิต  
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห่องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารเช้า เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมที่พัก
นำคณะออกเดินทางขี้นทางเหนือสู่ นูบราวัลเลย์ “Nubra Valley”หรือหุบเขาแห่งทะเลทรายและดอกไม้ (ระยะทาง 150 กม.) นูบราหมายถึงหุบเขาแห่งดอกไม้ อาชีพหลักของชาวพี้นเมืองคือ ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ น้ำมันมะกอก ลูกแพร ถั่ว แอปเปิ้ล วอลนัท อัลมอนด์ ฯลฯ ชาวพื้นเมืองใช้ภาษาลาดักห์ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นฤดูของดอกกุหลาบและดอกลาเวนเดอร์ ระหว่างทางเห็นวิวทิวทัศน์ของหมู่บ้าน กาตอง คัลเซอร์ ซูมู พานามิค และเมืองเดสกิส โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาคาราโครัม เทือกเขาแห่งนี้เป็นเขตแดนตามธรรมชาติ ที่กั้นพรมแดนระหว่าง อินเดียและปากีสถาน ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ 1994 ทางการอินเดียไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในหุบเขานี้ หลังจากนั้น นำท่านเดินทางผ่านเส้นทางรถยนต์ที่สูงที่สุดของโลก คาร์ดุง ลา “Khardungla”ความสูง 18,380 ฟุต
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน 
หลังรับประทานอาหาร นำท่านชมเมือง เดสกิต “Deskit Villa”เมืองเก่าแก่และเป็นดินแดน แห่ง พระพุทธศาสนาที่ห้อมล้อมไปด้วยทะเลทรายชมโบราณสถานและศาสนสถานที่สำคัญ และเก่าแก่ สร้างในปีค.ศ. 1420 ในปัจจุบันครอบครองโดย เจลูป้าหรือลามะสวมหมวกเหลือง จากนั้นนำท่านเดินทางผ่านหมู่บ้านซูมูไปชมความงดงามของธรรมชาติที่ พานามิกหรือบ่อน้ำพุร้อน “Panamik Hot Water Spring”บ่อน้ำพุร้อนบริสุทธิ์ ที่เกิดจากแร่กำมะถัน ที่มีชื่อเสียงที่ทำให้การเดินทางของท่านหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งหากได้สัมผัสน้ำที่บริสุทธิ์จากน้ำพุร้อนของที่นี่
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ
หลังรับประทานอาหารค่ำ นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก โรงแรม แกรนด์ นูบรา (Hotel Grand Nubra) หรือเทียบเท่า
วันที่หกของการเดินทาง                                    ทะเลสาบพันกอง
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารเช้า นำคณะออกเดินทางสู่ทะเลสาบพันกอง “Pangong Lake” หรือทะเลสาบแปงกอง เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก มีความสูงถึง 4,320 เมตร จากระดับน้ำทะเล ทะเลสาบพันกองหรือที่ชาวทิเบตเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า แปงกองโซ (Pangong Tso) คำว่า Tso ในภาษาทิเบตหมายถึงทะเลสาบ โดยคำว่า แปง หมายถึง สูง คำว่า กอง หมายถึง น้ำ แปงกอง จึงหมายถึง ผืนน้ำที่อยู่บนดินแดนที่สูงสุดของหลังคาโลก
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน
ชมความงามของทะเลสาบพันกอง “Pangong Lake”  ซึ่งมีความยาวถึง 40 ไมล์ และกว้าง 2-4 ไมล์เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงสุดในโลกคือ มีความสูงถึง 14,256 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ชมความงามของทะเลสาบที่มีภูเขาสูงเป็นฉากหลัง ทางการเพิ่งเปิดให้ นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อไม่นานมานี้ น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมากโดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม ส่วนในช่วงเช้าจะมีสีที่อ่อนกว่าและพื้นที่ 75% ของทะเลสาบอยู่ในดินแดนทิเบตอีก 25% อยู่ในเขตของประเทศอินเดีย
จากนั้นนำคณะเดินทางกลับสู่เมืองเลห์
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ
หลังอาหารเย็น นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก ณโรงแรมฮอลิเดย์ ลาดักห์ (Hotel Holiday Ladakh) หรือเทียบเท่า
วันที่เจ็ดของการเดินทาง                                 วัดอัลชิ - วัดลามายูรู
เช้า 
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารเช้า นำท่านออกเดินทางโดยรถยนต์สู่ อัลชิ “Alchi”(ระยะทางโดยประมาณ 62 กม.) เป็นหมู่บ้านชาวทิเบตชุมชนเก่าแก่เช่นเดียวกับหมู่บ้านอื่นในลาดักห์ แถวหมู่บ้านอัลชิเป็นเขตที่อุดมไปด้วยน้ำในยามฤดูร้อนทำให้มีน้ำเพียงพอสมบูรณ์สำหรับปลูกพืชผลเช่น ข้าวสาลี พืชผักต่างๆ แอปเปิ้ล แอปริคอต ที่อัลชิเป็นหมู่บ้านที่ปลูกแอปเปิ้ลมากแห่งหนึ่งของลาดักห์ ระหว่างทางไปวัดอัลชิ แวะชมความงดงามของBasgo Palace”อยู่ทางทิศตะวันตกของเลห์ ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16
นำท่านเยี่ยมชมวัดอัลชิ “Alchi Gompa”เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างในปี ค.ศ. 1020 - 1035 ตั้งอยู่หมู่บ้านอัลชิ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เป็นวัดที่ไม่ได้อยู่บนภูเขาเช่นเดียวกับที่อื่นๆ จุดเด่นมีศิลปกรรมการแกะสลักไม้ทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร มีภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณอันทรงคุณค่า การเข้าชมภาพจิตรกรรมอาจต้องใช้ไฟฉายช่วยในการมองเห็นตัววิหารของวัดสร้างด้วยไม้แกะสลักต่างๆผสมโครงสร้างอิฐในรูปแบบชาวพื้นเมือง ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำอยู่ อัลชิ กอมปา วัดประกอบด้วยอารามห้าหลัง ได้แก่ อารามดูคัง , อารามซุมเต็ก , อารามลาคัง โซมา , อารามมัญชุศรี และอารามลอตซาวา ลาคัง แม้แต่ละอารามจะมีขนาดย่อม แต่ก็เต็มไปด้วยศิลปะอันวิจิตร ซึ่งรังสรรค์โดยช่างฝีมือจากทิเบตและแคชเมียร์ จากนั้นชมหมู่บ้านอัลชิสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพื้นเมือง
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน 
หลังรับประทานอาหาร นำท่านออกเดินทางกันต่อโดยรถยนต์ สู่ ลามายูรู “Lamayru”เป็นหุบเขาของเมืองแห่งนี้มีสภาพคล้ายพื้นผิวดวงจันทร์หรือ Moon Land
นำท่านเยี่ยมชมวัดลามายูรู “Lamayuru Monastery”มีอีกชื่อหนึ่งว่า ยุงตรุง ทาปาลิง กอมปา ตั้งอยู่บนหุบเขาสูงและสามารถมองเห็นหุบเขาและหมู่บ้านลามายูรูได้อย่างชัดเจน ก่อศตวรรษที่ 11 โดย Mahasiddhacharya Naropa เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายหมวกแดง เดิมที วัดลามะยูรู เคยเป็นของสงฆ์ ฝ่ายกาดัมปะ แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นวัดของสงฆ์สายตริกุง-กาจูรย์ เป็นวัดที่มีจุดเด่น คือ อากาศที่สดชื่นเย็นสบายและทัศนียภาพที่ตระการตา ขณะเดียวกันเราก็สามารถมองเห็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมและดำเนินกิจวัตรอย่างสงบ แต่เดิมในอดีตวัดลามายูรูเคยมีจำนวนพระสงฆ์อยู่กว่า 400 รูป แต่ปัจจุบันเหลือพระจำพรรษาอยู่อย่างถาวรเพียงประมาณ 150 รูป โดยพระสงฆ์ส่วนที่เหลือได้ย้ายออกออกไปจำวัดในหมู่บ้านรอบๆ เมื่อมีพิธีสำคัญประจำปีทางศาสนาจึงจะเดินทางมาร่วม พิธีนั้นเรียกกันว่า ญูรู ฆับจ์ยัต (Yuru Kabgyat) ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันที่ 17-18 เดือนห้า ตามปฏิทินจันทรคติของทิเบต โดยในงานจะมีการเต้นระบำหน้ากาก และนำผ้าบฎอันเก่าแก่ออกมาคลี่บูช
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ
หลังอาหารเย็น นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก ณโรงแรมฮอลิเดย์ ลาดักห์ (Hotel Holiday Ladak หรือเทียบเท่า
วันที่แปดของการเดินทาง                        เดลลี – กรุงเทพฯ
เช้าตรู่
เตรียมตัวเช็คเอาท์ พร้อมออกเดินทางไปยังสนามบินเลห์
0855 น.
ออกเดินทางสู่ เมืองเดลลี โดยสายการบินJet Airwaysเที่ยวบินที่ 9W 2367รับประทานอาหารเช้าบนเครื่อง
1020 น.
เดินทางถึง สนามบินเดลลีเชิญท่านอิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย ระหว่างที่รอเปลี่ยนเครื่องกลับกรุงเทพฯ
1400 น.
ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินJet Airwaysเที่ยวบินที่9W 66
1945 น.
เดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ 

 

อัตราค่าบริการ(เดินทางขั้นต่ำ 8 ท่าน)
อัตราค่าบริการ
ค่าบริการ พักห้องละ 2 ท่าน
ค่าบริการ พักเดี่ยว
ผู้ใหญ่ ท่านละ
61,900 บาท
6,500 บาท
*** ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม
*** ราคาดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
อัตราค่าบริการรวม
  • ตั๋วเครื่องบินเครื่องบินไป-กลับระหว่างประเทศ กรุงเทพฯ-เดลลี-กรุงเทพฯ ชั้นประหยัดโดยสายการบินไทย
  • ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ เดลลี - เลห์ โดยสายการบิน Jet Airways
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่าอินเดีย สำหรับหนังสือเดินทางไทย
  • ค่าภาษีสนามบิน ค่าทางผ่าน ค่าจอดรถ
  • ค่าโรงแรมที่พัก (พักห้องละ 2ท่าน) ตามรายการที่ระบุ
  • ค่าอาหารทุกมื้อตามระบุ และค่าน้ำดื่ม วันละ 2ขวด/ท่าน
  • ค่าพาหนะในการนำเที่ยว ตลอดการเดินทาง พร้อมพนักงานขับรถที่มีความชำนาญในแต่ละเส้นทาง
  • ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามระบุไว้ในโปรแกรม
  • ค่าประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางในวงเงินท่านละ 1,000,000บาท
  • ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น (English Guide)1 ท่านคอยอำนวยความสะดวกแก่ท่านตลอดการเดินทาง
  • หัวหน้าทัวร์จากประเทศไทย คอยอำนวยความสะดวกแก่ท่านตลอดการเดินทาง
  • ค่าทิปไกด์ท้องถิ่นและพนักงานขับรถ พนักงานบริการ ฯลฯ ทุกแห่ง
  • เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก สนามบินสุวรรณภูมิ
อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ไม่ระบุไว้ในรายการ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกรายการ ค่าซักรีดเป็นต้น
  • ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมเสริมที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการ
  • ค่าทำหนังสือเดินทาง (Passport)
  • ค่าจัดทำเอกสาร และค่าทำธรรมเนียมวีซ่าของคนต่างด้าว
  • ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางที่เกินกว่าสายการบินกำหนด (20กก. ต่อท่าน)
  • ค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบิน (หากมีการปรับขึ้น)
  • ค่ายานพาหนะ (ขี่อูฐ) เที่ยวชมภายในนูบรา
  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%