ทัวร์อินเดีย

  • Program
 
 รายการเดินทางไปประเทศอินเดียและเนปาล
นมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง
บินโดยสายการบิน Thai Smile 
เดินทาง:     15 - 22 มกราคม 2561
30 มกราคม - 6 กุมภาพันธ์ 2561  (ปิดกรุ๊ป)
 
วันแรกของการเดินทาง                                        กรุงเทพฯ - พุทธคยา       
0900 น.
คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานแห่งชาติสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศชั้น 4 ประตู 3  เคาน์เตอร์  D สายการบินไทย โดยมีเจ้าหน้าที่คอย อำนวยความสะดวกในการตรวจเช็คสัมภาระ และบัตรโดยสารให้แก่คณะก่อนการออกเดินทาง
1210 น.
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Smile เที่ยวบินที่ WE 327สู่ เมืองคยา ประเทศอินเดีย โดยใช้ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง
(เวลาท้องถิ่นในประเทศอินเดียช้ากว่าในประเทศไทย1ชั่วโมง 30นาที)
1355 น.

คณะเดินทางถึงสนามบินเมืองคยา ประเทศอินเดีย ตามเวลาท้องถิ่นหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และด่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว นำคณะเดินทางสู่ พุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมศาสดาแห่งศาสนาพุทธ สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก และ เป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที)

นำคณะเดินทางไปยังบริเวณบ้าน “นางสุชาดา”ซึ่งนางสุชาดานั้นเป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาส (ข้าวที่หุงกวนด้วยน้ำผึ้งและนม) ด้วยเข้าใจว่าพระพุทธองค์ที่นั่งสงบอยู่ใต้ต้นไม้คือรุกขเทวดาที่ช่วยให้นางได้ลูกชายสมปรารถนาจึงนำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองไปถวายเพื่อแก้บน หลังจากฉันท์อาหารนั้นแล้ว พระพุทธองค์ได้นำถาดทองคำนี้มาที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา แล้วทรงอธิฐานเสี่ยงพระบารมีว่า “ถ้าทรงได้ตรัสรู้แก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้วขอให้ถาดนี้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ” แล้วทรงลอยถาดนั้นลงแม่น้ำ ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นความอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำเนขึ้นไปประมาณ 1 เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงในแม่น้ำจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า “แม่น้ำแห่งการตรัสรู้”

นำคณะเข้า เยี่ยมชมสักการะ มหาเจดีย์พุทธคยา”ซึ่งมีความสูง 52 เมตร มีองค์ประกอบส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ส่วนกลางเป็นทรงปรางค์คล้ายพีระมิด และส่วนล่างนั้นเป็นวิหารซึ่งสามารถประกอบศาสนกิจได้ และภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธเมตตา ซึ่งเป็นพระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัย ที่สวยงามมาก สร้างจากหินแกรนิตสีดำในสมัยราชวงศ์ปาละ มีอายุกว่า 1,500 ปี ให้ท่านได้มีเวลาสักการบูชา  อธิษฐานขอพร พระพุทธเมตตา ด้านหลังของมหาเจดีย์พุทธคยาเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์”  และระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับมหาเจดีย์พุทธคยาประดิษฐานพระแท่นวัชรอาสน์ ที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จขึ้นประทับบำเพ็ญเพียรด้วยสมาธิโดยพระแท่นวัชรอาสน์เป็นแท่นหินสี่เหลี่ยมสลักลวด ลาย สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช   

***บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ในการถ่ายรูป ต้องเก็บไว้ในรถเท่านั้น แต่สามารถใช้กล้องถ่ายรูปได้***

ค่ำ
นำคณะกลับสู่โรงแรมที่พัก ณ “Jataka Inn” หรือเทียบเท่า
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
วันที่สองของการเดินทาง                               พุทธคยา – ราชคฤห์ – นาลันทา - พุทธคยา
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
นำคณะออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศไปยัง เมืองราชคฤห์”ระยะทาง 85 กิโลเมตรเมืองราชคฤห์ เป็นอดีตมหานครอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมคธในสมัยพุทธกาลและเป็นเมืองศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก จัดเป็นเมืองใหญ่หนึ่งในหกของอินเดียโบราณตั้งอยู่ทางตะวันออกของชมพูทวีป ซึ่งปัจจุบัน คือ จังหวัดนาลันทา ในรัฐพิหาร ภายในตัวเมืองนั้นจะเป็นเมืองเก่ามีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก แต่ภายนอกออกไปทางด้านนาลันทาจะเป็นชุมชนใหญ่ และภายในตัวเมืองราชคฤห์นั้นจะมีโบราณสถานต่างๆ อยู่มากมาย
 
นำคณะเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ”ซึ่งเป็นเขาที่เอียงลาดยาวขึ้นไป ลักษณะทางขึ้นนั้นไม่ลำบากมากนัก ระหว่างทางไปเขาคิชฌกูฏ  จะผ่านชีวกัมพวัน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในพระพุทธศาสนาหมอชีวกได้รับแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำราชสำนักหมอชีวก หรือ “ชีวกโกมารภัจจ์” ซึ่งเป็น บุตรของนางสาลวตี ซึ่งเป็นหญิงนครโสเภณีประจำ กรุงราชคฤห์ เมื่อนางคลอดลูกออกมาเป็นชายก็ได้นำไปทิ้งยังกองขยะ ต่อมาอภัยราชกุมารไปพบเข้าจึงนำไปเลี้ยงไว้ในวัง และให้ไปศึกษาวิชาแพทย์ที่เมืองตัก-กสิลา นครหลวงแห่งแคว้นคันธาระเมื่อจบออกมาก็เป็นหมอใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากผ่านชมถ้ำสุกรขาตา”ซึ่งเป็นถ้ำที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ และเป็นที่ที่พระเทวฑัตกลิ้งก้อนหินใส่พระพุทธองค์ บนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นจะเป็นลานกว้างพอสมควรมีอิฐปรักหักพังลักษณะสี่เหลี่ยมเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และมีกุฏิวิหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์อีกหลายท่าน และสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองราชคฤห์ในมุมสูง จากนั้นเดินทางไปชม วัดเวฬุวัน”ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกที่เกิดในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายพระพุทธองค์ และพระอัครสาวกได้อุปสมบท ณ วัดแห่งนี้ เป็นสถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาตซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 1250 รูปเดินทางมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และภิกษุสงฆ์เหล่านั้นเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน
จากนั้นนำคณะเดินทางเดินทางเข้าสู่ เมืองนาลันทา(เมืองแห่งอัครสาวก บ้านเกิดของพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา) เมื่อเดินทางถึงนำคณะไปสักการะหลวงพ่อองค์ดำ”พระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่และศักสิทธิ์ โดยนั่งรถม้า หลวงพ่อองค์ดำ เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินสีดำ หน้าตักกว้าง 60  นิ้ว พระเกตุทรงดอกบัวตูม ปางสมาธิ องคุลีของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ลงธรณี แม้บาง องคุลีและพระนาสิกจะหักบิ่นไป แต่ก็ยังทรงความงดงามอยู่มิได้จืดจางชาวอินเดียนับถือศรัทธา ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมากเวลา ลูกไม่สบาย ก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อนแล้วลูบ เอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูก ทำให้ ลูกหายเจ็บป่วย หายงอแง กินข้าวได้ อ้วนท้วนสมบูรณ์ จนหลายคนขนานนามท่านว่าหลวงพ่อน้ำมัน หรือภาษาอินเดียว่า”เตลิยะบาบา” บางคนก็ ขนาน  นามท่านว่า”หลวงพ่ออ้วน”หรือภาษาอินเดีย ว่า” โมต้าบาบา”เดินทางกลับโดยรถม้าเพื่อเข้าชมมหาวิทยาลัยนาลันทา “มหาวิทยาลัยนาลันทา”ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 จากนั้นได้มีการสร้างติดต่อกันเรื่อยมาอีกหลายยุค อันมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสถานศึกษาแก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา สถานที่แห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางในการศึกษาและเผยแผ่พุทธศาสนาไปสู่นานาอารยะประเทศโดยเฉพาะนิกายมหายาน มหาวิทยาลัยนาลันทาเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ประมาณ 800 ปี จึงเริ่มเสื่อมสลายลง แต่เหตุการณ์ที่ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างรุนแรง คือ การที่พวกมุสลิมเติร์ก รุกรานเข้ามาในราวปี ค.ศ.1742  ในช่วงที่ทำสงครามกันอยู่ยาวนานกว่า 300 ปี มีการกวาดล้างศาสนาต่างๆบังคับให้เข้าศาสนาตน ฆ่าพระสงฆ์ นักบวชฮินดู ตลอดจนผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา เผาทำลายล้างสิ่งปลูกสร้างและตำราต่างๆที่มีอยู่มากมายมหาศาลจนหมดสิ้น   มหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลายจมลงอยู่ใต้พื้นพิภพ นานถึง 625 ปี เพิ่งมาขุดค้นพบ กันอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2403 โดยชาวอังกฤษ การขุดสำรวจ ภายในเนื้อที่ 230 ไร่ ได้พบซากบางส่วนของมหาวิทยาลัยนาลันทา หอประชุม ที่พักนักศึกษา ห้องเรียน โรงอาหาร สังฆาราม เป็นต้น  จากนั้นนำท่านกลับโดยรถม้าเพื่อเดินทางขึ้นรถโค้ช เพื่อเดินทางกลับสู่ เมืองกายา (ระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร)
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พัก ณ “Jataka Inn” หรือเทียบเท่า
วันที่สามของการเดินทาง                                         พุทธคยา - พาราณสี                                        
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำคณะเดินทางไปชมความสวยงามของศิลปกรรมและความแตกต่างทางสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาของแต่ละประเทศทั้งสายเถรวาทและสายมหายานของ วัดพุทธนานาชาติไม่ว่าจะเป็น วัดศรีลังกา วัดพม่า วัดทิเบต วัดภูฏาน วัดเกาหลี วัดจีน วัดญี่ปุ่น ซี่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่ “เมืองพาราณสี”เป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสี เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งตั้งแต่ สมัยก่อนพุทธกาล (ระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร)
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน 
บ่าย

เดินทางถึงเมืองพาราณสี นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก ณ Rivatas By Ideal Hotel”หรือเทียบเท่า

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

วันที่สี่ของการเดินทาง                                              พาราณสี - สารนารถ – กุสินารา
เช้าตรู่

นำคณะเดินทางสู่ท่าเรือ นำท่านล่อง “แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์”  ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความยาวกว่า 2500กิโลเมตร นมัสการพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานอยู่ในแม่น้ำคงคา ชมวิธีการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเมืองริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นแม่น้ำสายศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ซึ่งแม่น้ำแห่งนี้นั้นชาวฮินดูมีความเชื่อว่าผู้ใด ได้อาบ ดื่ม ถือเป็นมงคลของชีวิต และการลงอาบน้ำในแม่น้ำแห่งนี้นั้นสามารถชำระบาปที่มีมาทั้งชีวิตได้ ด้วยความศรัทธาเหล่านี้เอง จึงทำให้เกิด “โรงแรมมรณะ” ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ เป็นโรงแรมสำหรับผู้ป่วยหนักที่นอนรอความตายเพราะมีความเชื่อว่าหากผู้ใดได้เข้ามาตรงจุดนี้ จะเป็นผู้ที่มีบุญ  สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจต่าง ๆ ของชาวฮินดู นักเดินทางจะได้เห็นประเพณีพิธีการอาบน้ำล้างบาป พิธีการปลงศพริมแม่น้ำคงคาที่มีความแตกต่าง โดยชาวฮินดูมีความเชื่อกันว่าผู้ที่ถูกเผาในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จะหลุดพ้นจากวงโคจรชีวิต ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ได้ขึ้นสวรรค์ในทันที  เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ “จึงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปโดยเด็ดขาด”

จากนั้นกลับมารับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารเช้า นำคณะเดินทางต่อไปยัง เมืองสารนารถซึ่งเป็นเมืองบริวารของเมืองพาราณสีซึ่งอยู่ห่างออกไประยะทาง 10  กิโลเมตรนักเดินทางเข้านมัสการ เจาคันธีสถูป”สถานที่พระพุทธองค์ได้ทรงพบปัญจวัคคีย์ครั้งแรก  หลังจากปัญจวัคคีย์ทั้งหมดผละหนีจากพระพุทธองค์ และเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ทรงระลึกถึงและทรงเมตตาโปรดให้รู้ธรรมตามจึงเสด็จมาพบ และเกิดพระรัตนตรัยขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก  ปัจจุบันเป็นเนินดิน สูงประมาณ 20 เมตร นมัสการ พระคันธกุฏิ เป็นกุฏิหลังแรกที่พระพุทธองค์จำพรรษาเป็นพรรษาแรก  หลังจากที่ทรงตรัสรู้อนุตรสัมโพธิญาณแล้ว

นำคณะเดินทางนมัสการ ธัมเมกขสถูปสถานที่แสดงธรรมครั้งแรก สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ปัจจุบันองค์สถูปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.50 เมตร สูง 33.53 เมตร เป็นสถูปทรงกลม ด้านในสร้างด้วยอิฐแดงเกาะกันจนแน่น ด้านนอกก่อด้วยหินทรายแดงแกะลวดลายสวยงาม หินแต่ละก้อนยาวประมาณ 1 เมตร กว้างครึ่งเมตร มีเหล็กเป็นสลักเชื่อมต่อแต่ละก้อนให้ยึดติดกัน มีช่อง 8 ช่อง หมายถึง มรรคแปด ในสมัยก่อนประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ในแต่ละช่อง

1100 น.
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารนำท่านออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศสู่เมืองกุสินารา (ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร) ระหว่างทางนำท่านชม “มหาสถูปเกสะเรีย”ซึ่งเป็นมหาสถูปที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุบาตรของพระพุทธเจ้า
 
หลังรับประทานอาหารคณะเตรียมตัวเช็คเอาท์
ออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศสู่ “เมืองกุสินารา”(ระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร) นำคณะเดินทางสู่โรงแรมที่พัก ณ Om Residency Hotel”หรือเทียบเท่า
 
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
วันที่ห้าของการเดินทาง                                 กุสินารา –ลุมพินี (ประเทศเนปาล)
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำคณะเดินทางสู่ สถานที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันปรินิพาน และเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ  ณสาลวโนทยาน”  ซึ่งเดิมนั้นเป็นอุทยานของมัลลกษัตริย์ มีสถูปและปรินิพพานวิหาร ประดิษฐานอยู่ ซึ่งปรินิพพานวิหารนั้นภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่มีความสวยงามมาก  สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในราว ๆ พุทธศตวรรษที่ 9โดยเป็นศิลปะแบบเมถุลา ด้านหลังพระวิหารปรินิพพาน มีพระสถูปองค์หนึ่ง เรียกว่า ปรินิพพานสถูป สร้างในรัชสมัยพระเจ้าอโศก โดยมีประวัติว่า พระเจ้าอโศกเมื่อทรงมาถึงสถานปรินิพพาน ทรงเศร้าโศกพระทัย เพราะอาลัยถึงพระพุทธองค์ ถึงกับทรงวิสัญญีล้มสลบ และได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์หนึ่งแสน โปรดดำริให้ ก่อสร้างพระสถูปขนาดใหญ่ ขึ้นในบริเวณที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ทรงให้สร้างคร่อมพระแท่นที่ ปรินิพพาน พร้อมด้วยต้นสาละนั่นเอง มีลักษณะเป็นสถูปทรงบาตรคว่ำ สูงราว 70ฟุต บนยอดมีฉัตร 3ชั้น
นำท่านเดินทางไป นมัสการมกุฏพันธนเจดีย์”เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ซึ่งปัจจุบันเป็นซากเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศเข้าสู่เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร ระหว่างทางนำท่านแวะพุทธวิหาร สาลวโนทยาน 960 ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศอินเดีย และเนปาลคณะเตรียมหนังสือเดินทางเพื่อข้ามเขตไปประเทศเนปาล นำคณะเดินทางสู่โรงแรมที่พัก ณ Buddhamaya Hotel หรือเทียบเท่า
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
วันที่หกของการเดินทาง                                              ลุมพินี – สาวัตถี
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำคณะเดินทางสู่มหาวิหารมายาเทวี”เพื่อสักการะสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ ณ สวนลุมพินี เชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่ประสูติของสิทธัตถราชกุมาร คือจุดที่เสาศิลา ของพระเจ้าอโศกมหาราชตั้งอยู่ ยังมีข้อความภาษาพราหมณ์ จารึกไว้อย่างสมบูรณ์ว่าเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายใน มหาวิหารมายาเทวี  มีศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ เป็นรูปพุทธมารดาอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งไม้สาละ มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะออกมาทางปัสสะขวาของพระพุทธมารดา และด้านหน้าของมหาวิหารนั้นสระโบกขรณี  ซึ่งเป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมายาเทวี ก่อนจะให้ประสูติกาลพระกุมาร และหลังการประสูติ
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหาร นำท่านเดินทางกลับสู่ประเทศอินเดียสู่ “เมืองสาวัตถี”(ระยะทางประมาณ 185 กิโลเมตร) ระหว่างทาง ณ เขตชายแดนประเทศอินเดียและเนปาล นำท่านแวะพุทธวิหาร สาลวโนทยาน 960 เพื่อทำบุญและพักผ่อนอิริยาบถ จากนั้นนำท่านออกเดินทางต่อสู่เมืองสาวัตถี
เดินทางถึง เมืองสาวัตถี นำท่านเช็คอินเข้าสู่โรงแรมที่พัก
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม Pawan Palace Hotel หรือเทียบเท่า
วันที่เจ็ดของการเดินทาง                                         สาวัตถี – ลัคเนาว์
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารเช้านำท่านเข้าชมสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ มีลักษณะเป็นเนินดินสูงประมาณ 50 เมตร ที่แห่งนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ย์เพื่อโปรดประชาชนชาวสาวัตถี จากนั้น ทรงเสด็จไปประทับจำพรรษาที่ดาวดึงส์ เมื่อออกพรรษา ทรงเสด็จลงจากสวรรค์ในวันเทโวโรหนะที่สังกัสสะนคร จากนั้นชม “วัดเชตะวันมหาวิหาร”ที่ซึ่งพระพุทธองค์ประทับจำพรรษา นานถึง 19 พรรษา เป็นศุนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่สำคัญที่สุด นมัสการ พระคันธกุฏี ฤดูร้อน ฤดูหนาวและฤดูฝน นมัสการ ธรรมศาลา ที่ใหญ่ที่สุด ธรรมสภา กุฏิพระอรหันต์ เช่น พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระสิวลี พระอานนท์ พระราหุล พระองคุลิมาล พระมหากัสสปะ และอารามฝ่ายพระภิกษุที่เคยจำพรรษาในครั้งพุทธกาล นมัสการ อานันทะต้นโพธิ์ ที่มีอายุยืนยาวมาจนถึง ปัจจุบัน ชมคฤหาสน์ของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านบิดาของ
ท่านองคุลิมาล ชมสถานที่ธรณีสูบพระเทวทัต และนางจิญจมาณวิกา  
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังรับประทานอาหาร นำท่านเดินทางสู่ “เมืองลัคเนาว์”(ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร) 

ค่ำ

เดินทางถึงเมืองลัคเนาว์ นำท่านเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก ณ Golden Tulip Lucknow Hotel”หรือระดับเทียบเท่า

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

ได้เวลาสมควรนำคณะเดินทางสู่สนามบินนำคณะเดินทางสู่ สนามบินเมืองลัคเนาว์ 

วันที่แปดของการเดินทาง                             ลัคเนาว์ – กรุงเทพฯ                                         
0120 น.
ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Smileเที่ยวบินที่ WE 334
0630 น.

เดินทางถึง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

 

อัตราค่าบริการ
อัตราค่าบริการ                        ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2560
ผู้ใหญ่พักห้องคู่  ราคา ท่านละ
57,000        บาท
พักเดี่ยวจ่ายเพิ่ม
12,000         บาท
*ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม*
 
อัตราค่าบริการรวม
-    ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินสายการบินไทยสมายส์ (Thai Smile)ไป-กลับชั้นประหยัด (Economy Class)Bangkok- Gaya // Lucknow–     Delhi - Bangkok
-    ค่าโรงแรมที่พักตามที่ระบุในรายการ (พักห้องละ 2 ท่าน)
-    ค่าภาษีสนามบินไทย-อินเดีย
-    ค่าวีซ่าประเทศอินเดีย
-    ค่าวีซ่าประเทศเนปาล
-    อาหารทุกมื้อตามที่ระบุในรายการ พร้อมน้ำดื่มสะอาดวันละ 2 ขวดตลอดการเดินทาง
-    ค่ารถโค้ชปรับอากาศตลอดเส้นทาง ตามที่ระบุในรายการ
-    ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามที่ระบุในรายการ
-    กระเป๋าล้อลากอย่างดีท่านละ 1 ใบ พร้อมป้ายชื่อผูกกระเป๋าท่านละ 2 ชิ้น
-    ค่ารถม้าไปนมัสการพระพุทธเจ้าองค์ดำ ทั้งขาไปและขากลับ
-    ผ้ารองนั่ง สำหรับการปฏิบัติในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ท่านละ 1 ผืน
-    ค่าประกันอุบัติเหตุวงเงิน ท่านละ 1,000,000 บาท
-    ค่าทิปคนขนกระเป๋า คนขับรถ พร้อมผู้ช่วย ไกด์ท้องถิ่น 
                                                             
อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม   
-       ค่าทำหนังสือเดินทาง
-       ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางในกรณีที่เกินกว่าสายการบินกำหนด 30 กิโลกรัม
-       ค่าทำใบอนุญาตที่กลับเข้าประเทศของคนต่างชาติ หรือคนต่างด้าว
-       ค่าภาษีท่องเที่ยวหากมีการจัดเก็บ
-       ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
-       ค่ากล้องถ่ายรูป และค่ากล้องวีดีโอ หากจะนำไปถ่ายภาพภายในสถานที่ สำคัญ ซึ่งทางหัวหน้าทัวร์จะแจ้งให้ทราบ
-       ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่ท่าน สั่งมาทานนอกเหนือจากรายการ
-       ค่ามินิบาร์ โทรศัพท์ ฯลฯ  ในโรงแรม
-       ค่าเสลี่ยงขึ้นเขาคิชกูฏ พร้อมค่าทิป คนหามเสลี่ยง หากต้องการ ท่านละ ประมาณ 1,400 รูปี หรือเป็นเงินไทย ประมาณ 700 บาท ทั้งขาขึ้น และ ขาลง(สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เดินไม่สะดวก) เช็คราคาอีกครั้งเมื่อเดินทางถึงบริเวณตีนเขา
 
หมายเหตุ      ทางบริษัท ฯ จัดพระธรรมทูตให้เดินทางไปกับคณะเพื่อบรรยายประวัติและความเป็นมาในทางพุทธศาสนาในแต่ละสถานที่ ที่ท่านไปสักการะ ตลอดการเดินทาง