India

  • Program
  
วันเดินทาง
18 - 26 ต.ค. 61
 8 - 16 พ.ย. 61
25 ธ.ค. 61 - 2 ม.ค. 62 
17 - 25 ม.ค. 62
7 - 15 ก.พ. 62
วันที่ 7 - 15 มี.ค. 62

 
วันแรก   กรุงเทพฯ - พุทธคยา       
0900 น.
คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานแห่งชาติสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศชั้น 4 ประตู 3  เคาน์เตอร์  D สายการบินไทย โดยมีเจ้าหน้าที่คอย อำนวยความสะดวกในการตรวจเช็คสัมภาระ และบัตรโดยสารให้แก่คณะก่อนการออกเดินทาง
1220 น.
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Smile เที่ยวบินที่ WE 327 สู่ เมืองคยา ประเทศอินเดีย โดยใช้ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง
(เวลาท้องถิ่นในประเทศอินเดียช้ากว่าในประเทศไทย1ชั่วโมง 30นาที)
1400 น.
คณะเดินทางถึงสนามบินเมืองคยา ประเทศอินเดีย ตามเวลาท้องถิ่นหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และด่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว นำคณะเดินทางสู่ พุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมศาสดาแห่งศาสนาพุทธ สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก และ เป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที) 
 
นำคณะเข้าเยี่ยมชมสักการะ มหาเจดีย์พุทธคยา”ซึ่งมีความสูง 52 เมตร มีองค์ประกอบส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ส่วนกลางเป็นทรงปรางค์คล้ายพีระมิด และส่วนล่างนั้นเป็นวิหารซึ่งสามารถประกอบศาสนกิจได้ และภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธเมตตา ซึ่งเป็นพระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัย ที่สวยงามมาก สร้างจากหินแกรนิตสีดำในสมัยราชวงศ์ปาละ มีอายุกว่า 1,500 ปี ให้ท่านได้มีเวลาสักการบูชา  อธิษฐานขอพร พระพุทธเมตตา ด้านหลังของมหาเจดีย์พุทธคยาเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์”  และระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับมหาเจดีย์พุทธคยาประดิษฐานพระแท่นวัชรอาสน์ ที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จขึ้นประทับบำเพ็ญเพียรด้วยสมาธิโดยพระแท่นวัชรอาสน์เป็นแท่นหินสี่เหลี่ยมสลักลวด ลาย สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช
  
***บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ในการถ่ายรูป ต้องเก็บไว้ในรถเท่านั้น แต่สามารถใช้กล้องถ่ายรูปได้***
ค่ำ
นำคณะกลับสู่โรงแรมที่พัก ณ “Mahabodhi Hotel” หรือเทียบเท่า
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
วันที่สอง  พุทธคยา – ราชคฤห์ – นาลันทา - พุทธคยา
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
นำคณะออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศไปยัง เมืองราชคฤห์”ระยะทาง 85 กิโลเมตรเมืองราชคฤห์ เป็นอดีตมหานครอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมคธในสมัยพุทธกาลและเป็นเมืองศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก จัดเป็นเมืองใหญ่หนึ่งในหกของอินเดียโบราณตั้งอยู่ทางตะวันออกของชมพูทวีป ซึ่งปัจจุบัน คือ จังหวัดนาลันทา ในรัฐพิหาร ภายในตัวเมืองนั้นจะเป็นเมืองเก่ามีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก แต่ภายนอกออกไปทางด้านนาลันทาจะเป็นชุมชนใหญ่ และภายในตัวเมืองราชคฤห์นั้นจะมีโบราณสถานต่างๆ อยู่มากมาย
 
นำคณะเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ”ซึ่งเป็นเขาที่เอียงลาดยาวขึ้นไป ลักษณะทางขึ้นนั้นไม่ลำบากมากนัก ระหว่างทางไปเขาคิชฌกูฏ  จะผ่านชีวกัมพวัน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในพระพุทธศาสนาหมอชีวกได้รับแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำราชสำนักหมอชีวก หรือ “ชีวกโกมารภัจจ์” ซึ่งเป็น บุตรของนางสาลวตี ซึ่งเป็นหญิงนครโสเภณีประจำ กรุงราชคฤห์ เมื่อนางคลอดลูกออกมาเป็นชายก็ได้นำไปทิ้งยังกองขยะ ต่อมาอภัยราชกุมารไปพบเข้าจึงนำไปเลี้ยงไว้ในวัง และให้ไปศึกษาวิชาแพทย์ที่เมืองตัก-กสิลา นครหลวงแห่งแคว้นคันธาระเมื่อจบออกมาก็เป็นหมอใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากผ่านชมถ้ำสุกรขาตา”ซึ่งเป็นถ้ำที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ และเป็นที่ที่พระเทวฑัตกลิ้งก้อนหินใส่พระพุทธองค์ บนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นจะเป็นลานกว้างพอสมควรมีอิฐปรักหักพังลักษณะสี่เหลี่ยมเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และมีกุฏิวิหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์อีกหลายท่าน และสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองราชคฤห์ในมุมสูง จากนั้นเดินทางไปชม วัดเวฬุวัน”ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกที่เกิดในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายพระพุทธองค์ และพระอัครสาวกได้อุปสมบท ณ วัดแห่งนี้ เป็นสถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาตซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 1250 รูปเดินทางมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และภิกษุสงฆ์เหล่านั้นเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน
จากนั้นนำคณะเดินทางเดินทางเข้าสู่ เมืองนาลันทา(เมืองแห่งอัครสาวก บ้านเกิดของพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา) เมื่อเดินทางถึงนำคณะไปสักการะหลวงพ่อองค์ดำ”พระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่และศักสิทธิ์ โดยนั่งรถม้า หลวงพ่อองค์ดำ เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินสีดำ หน้าตักกว้าง 60  นิ้ว พระเกตุทรงดอกบัวตูม ปางสมาธิ องคุลีของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ลงธรณี แม้บาง องคุลีและพระนาสิกจะหักบิ่นไป แต่ก็ยังทรงความงดงามอยู่มิได้จืดจางชาวอินเดียนับถือศรัทธา ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมากเวลา ลูกไม่สบาย ก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อนแล้วลูบ เอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูก ทำให้ ลูกหายเจ็บป่วย หายงอแง กินข้าวได้ อ้วนท้วนสมบูรณ์ จนหลายคนขนานนามท่านว่าหลวงพ่อน้ำมัน หรือภาษาอินเดียว่า”เตลิยะบาบา” บางคนก็ ขนาน  นามท่านว่า”หลวงพ่ออ้วน”หรือภาษาอินเดีย ว่า” โมต้าบาบา”เดินทางกลับโดยรถม้าเพื่อเข้าชมมหาวิทยาลัยนาลันทา “มหาวิทยาลัยนาลันทา”ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 จากนั้นได้มีการสร้างติดต่อกันเรื่อยมาอีกหลายยุค อันมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสถานศึกษาแก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา สถานที่แห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางในการศึกษาและเผยแผ่พุทธศาสนาไปสู่นานาอารยะประเทศโดยเฉพาะนิกายมหายาน มหาวิทยาลัยนาลันทาเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ประมาณ 800 ปี จึงเริ่มเสื่อมสลายลง แต่เหตุการณ์ที่ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างรุนแรง คือ การที่พวกมุสลิมเติร์ก รุกรานเข้ามาในราวปี ค.ศ.1742  ในช่วงที่ทำสงครามกันอยู่ยาวนานกว่า 300 ปี มีการกวาดล้างศาสนาต่างๆบังคับให้เข้าศาสนาตน ฆ่าพระสงฆ์ นักบวชฮินดู ตลอดจนผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา เผาทำลายล้างสิ่งปลูกสร้างและตำราต่างๆที่มีอยู่มากมายมหาศาลจนหมดสิ้น   มหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลายจมลงอยู่ใต้พื้นพิภพ นานถึง 625 ปี เพิ่งมาขุดค้นพบ กันอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2403 โดยชาวอังกฤษ การขุดสำรวจ ภายในเนื้อที่ 230 ไร่ ได้พบซากบางส่วนของมหาวิทยาลัยนาลันทา หอประชุม ที่พักนักศึกษา ห้องเรียน โรงอาหาร สังฆาราม เป็นต้น  จากนั้นนำท่านกลับโดยรถม้าเพื่อเดินทางขึ้นรถโค้ช เพื่อเดินทางกลับสู่ เมืองกายา (ระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร)
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พัก ณ “Mahabodhi Hotel” หรือเทียบเท่า
วันที่สาม  พุทธคยา - พาราณสี
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังอาหารเช้าเดินทางไปยังบริเวณบ้าน “นางสุชาดา”ซึ่งนางสุชาดานั้นเป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาส (ข้าวที่หุงกวนด้วยน้ำผึ้งและนม) ด้วยเข้าใจว่าพระพุทธองค์ที่นั่งสงบอยู่ใต้ต้นไม้คือรุกขเทวดาที่ช่วยให้นางได้ลูกชายสมปรารถนาจึงนำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองไปถวายเพื่อแก้บน หลังจากฉันท์อาหารนั้นแล้ว พระพุทธองค์ได้นำถาดทองคำนี้มาที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา แล้วทรงอธิฐานเสี่ยงพระบารมีว่า “ถ้าทรงได้ตรัสรู้แก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้วขอให้ถาดนี้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ” แล้วทรงลอยถาดนั้นลงแม่น้ำ ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นความอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำเนขึ้นไปประมาณ 1 เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงในแม่น้ำจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า “แม่น้ำแห่งการตรัสรู้”
 
จากนั้นเดินทางไปชมความสวยงามของศิลปกรรมและความแตกต่างทางสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาของแต่ละประเทศทั้งสายเถรวาทและสายมหายานของ “วัดพุทธนานาชาติ” ไม่ว่าจะเป็น วัดศรีลังกา วัดพม่า วัดทิเบต วัดภูฏาน วัดเกาหลี วัดจีน วัดญี่ปุ่น ซี่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน 
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย

จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่ “เมืองพาราณสี”เป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสี เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งตั้งแต่ สมัยก่อนพุทธกาล (ระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร)ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง

เดินทางถึงเมืองพาราณสี นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก ณ Madin Hotel”หรือระดับเทียบเท่า

ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
วันที่สี่  พาราณสี - สารนารถ – กุสินารา
เช้าตรู่

นำคณะเดินทางสู่ท่าเรือ นำท่านล่อง “แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์”  ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความยาวกว่า 2500กิโลเมตร นมัสการพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานอยู่ในแม่น้ำคงคา ชมวิธีการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเมืองริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นแม่น้ำสายศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ซึ่งแม่น้ำแห่งนี้นั้นชาวฮินดูมีความเชื่อว่าผู้ใด ได้อาบ ดื่ม ถือเป็นมงคลของชีวิต และการลงอาบน้ำในแม่น้ำแห่งนี้นั้นสามารถชำระบาปที่มีมาทั้งชีวิตได้ ด้วยความศรัทธาเหล่านี้เอง จึงทำให้เกิด “โรงแรมมรณะ” ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ เป็นโรงแรมสำหรับผู้ป่วยหนักที่นอนรอความตายเพราะมีความเชื่อว่าหากผู้ใดได้เข้ามาตรงจุดนี้ จะเป็นผู้ที่มีบุญ  สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจต่าง ๆ ของชาวฮินดู นักเดินทางจะได้เห็นประเพณีพิธีการอาบน้ำล้างบาป พิธีการปลงศพริมแม่น้ำคงคาที่มีความแตกต่าง โดยชาวฮินดูมีความเชื่อกันว่าผู้ที่ถูกเผาในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จะหลุดพ้นจากวงโคจรชีวิต ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ได้ขึ้นสวรรค์ในทันที  เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ “จึงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปโดยเด็ดขาด”

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารเช้า นำคณะเดินทางต่อไปยัง เมืองสารนารถซึ่งเป็นเมืองบริวารของเมืองพาราณสีซึ่งอยู่ห่างออกไประยะทาง 10  กิโลเมตรนักเดินทางเข้านมัสการ เจาคันธีสถูป”สถานที่พระพุทธองค์ได้ทรงพบปัญจวัคคีย์ครั้งแรก  หลังจากปัญจวัคคีย์ทั้งหมดผละหนีจากพระพุทธองค์ และเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ทรงระลึกถึงและทรงเมตตาโปรดให้รู้ธรรมตามจึงเสด็จมาพบ และเกิดพระรัตนตรัยขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก  ปัจจุบันเป็นเนินดิน สูงประมาณ 20 เมตร นมัสการ พระคันธกุฏิ เป็นกุฏิหลังแรกที่พระพุทธองค์จำพรรษาเป็นพรรษาแรก  หลังจากที่ทรงตรัสรู้อนุตรสัมโพธิญาณแล้ว

นำคณะเดินทางนมัสการ ธัมเมกขสถูปสถานที่แสดงธรรมครั้งแรก สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ปัจจุบันองค์สถูปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.50 เมตร สูง 33.53 เมตร เป็นสถูปทรงกลม ด้านในสร้างด้วยอิฐแดงเกาะกันจนแน่น ด้านนอกก่อด้วยหินทรายแดงแกะลวดลายสวยงาม หินแต่ละก้อนยาวประมาณ 1 เมตร กว้างครึ่งเมตร มีเหล็กเป็นสลักเชื่อมต่อแต่ละก้อนให้ยึดติดกัน มีช่อง 8 ช่อง หมายถึง มรรคแปด ในสมัยก่อนประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ในแต่ละช่อง

1100 น.
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารคณะเตรียมตัวเช็คเอาท์พร้อมออกเดินทางโดยรถเท็มโปปรับอากาศสู่ “เมืองกุสินารา”(ระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร)
นำคณะเดินทางสู่โรงแรมที่พัก ณ Om Residency Hotel”หรือระดับเทียบเท่า
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
วันที่ห้า  กุสินารา –ลุมพินี (ประเทศเนปาล)
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำคณะเดินทางสู่ สถานที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันปรินิพาน และเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ  ณ สาลวโนทยาน”  ซึ่งเดิมนั้นเป็นอุทยานของมัลลกษัตริย์ มีสถูปและปรินิพพานวิหาร ประดิษฐานอยู่ ซึ่งปรินิพพานวิหารนั้นภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่มีความสวยงามมาก  สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในราว ๆ พุทธศตวรรษที่ 9โดยเป็นศิลปะแบบเมถุลา ด้านหลังพระวิหารปรินิพพาน มีพระสถูปองค์หนึ่ง เรียกว่า ปรินิพพานสถูป สร้างในรัชสมัยพระเจ้าอโศก โดยมีประวัติว่า พระเจ้าอโศกเมื่อทรงมาถึงสถานปรินิพพาน ทรงเศร้าโศกพระทัย เพราะอาลัยถึงพระพุทธองค์ ถึงกับทรงวิสัญญีล้มสลบ และได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์หนึ่งแสน โปรดดำริให้ ก่อสร้างพระสถูปขนาดใหญ่ ขึ้นในบริเวณที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ทรงให้สร้างคร่อมพระแท่นที่ ปรินิพพาน พร้อมด้วยต้นสาละนั่นเอง มีลักษณะเป็นสถูปทรงบาตรคว่ำ สูงราว 70ฟุต บนยอดมีฉัตร 3ชั้น
นำท่านเดินทางไป นมัสการมกุฏพันธนเจดีย์”เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ซึ่งปัจจุบันเป็นซากเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศเข้าสู่เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร ระหว่างทางนำท่านแวะพุทธวิหาร สาลวโนทยาน 960 ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศอินเดีย และเนปาลคณะเตรียมหนังสือเดินทางเพื่อข้ามเขตไปประเทศเนปาล นำคณะเดินทางสู่โรงแรมที่พัก ณ Buddhamaya Hotel หรือเทียบเท่า
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
วันที่หก  ลุมพินี (ประเทศเนปาล)
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำคณะเดินทางสู่ มหาวิหารมายาเทวี”เพื่อสักการะสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ ณ สวนลุมพินี เชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่ประสูติของสิทธัตถราชกุมาร คือจุดที่เสาศิลา ของพระเจ้าอโศกมหาราชตั้งอยู่ ยังมีข้อความภาษาพราหมณ์ จารึกไว้อย่างสมบูรณ์ว่าเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายใน มหาวิหารมายาเทวี  มีศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ เป็นรูปพุทธมารดาอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งไม้สาละ มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะออกมาทางปัสสะขวาของพระพุทธมารดา และด้านหน้าของมหาวิหารนั้นสระโบกขรณี  ซึ่งเป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมายาเทวี ก่อนจะให้ประสูติกาลพระกุมาร และหลังการประสูติ
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำคณะเดินทางสู่ “กรุงกบิลพัสดุ์” (Kapilavastu)  ในสมัยพุทธกาลเป็นชื่อเมืองหลวงของแคว้นสักกะ เป็นเมืองของพระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงเจริญเติบโตและประทับอยู่จนกระทั่งพระชนมายุ 29 ปี ปัจจุบันเมืองนี้ตั้งอยู่ในเขตประเทศเนปาล ติดชายแดนตอนเหนือประเทศอินเดีย ยังเหลือซากเมืองอยู่เป็นหลักฐาน ชื่อกบิลพัสดุ์ แปลตามศัพท์ว่า "ที่อยู่ของกบิลดาบส"เพราะบริเวณที่ตั้งเมืองนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของดาบสชื่อ กบิล พวกเจ้าศากยะได้มาจับจองตั้งเป็นเมืองขึ้นและตั้งชื่อเมืองใหม่นี้ว่ากบิลพัสดุ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่กบิลดาบส นำคณะเดินทางกลับสู่โรงแรมที่พัก
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก ณ Buddhamaya Hotel หรือเทียบเท่า
วันที่เจ็ด  ลุมพินี - สาวัตถี 
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหาร นำท่านเช็คเอาท์ พร้อมออกเดินทางกลับสู่ประเทศอินเดียมุ่งหน้า สู่ “เมืองสาวัตถี”(ระยะทางประมาณ 185 กิโลเมตร) ระหว่างทาง ณ เขตชายแดนประเทศอินเดียและเนปาล นำท่านแวะพุทธวิหาร สาลวโนทยาน 960 เพื่อทำบุญและพักผ่อนอิริยาบถ จากนั้นนำท่านออกเดินทางต่อสู่เมืองสาวัตถี
เดินทางถึง เมืองสาวัตถี นำท่านเช็คอินเข้าสู่โรงแรมที่พักณ Pawan Palace Hotel”หรือระดับเทียบเท่า
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย
เดินทางสู่  “วัดเชตะวันมหาวิหาร”ที่ซึ่งพระพุทธองค์ประทับจำพรรษา นานถึง 19 พรรษา เป็นศุนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่สำคัญที่สุด นมัสการ พระคันธกุฏี ฤดูร้อน ฤดูหนาวและฤดูฝน นมัสการ ธรรมศาลา ที่ใหญ่ที่สุด ธรรมสภา กุฏิพระอรหันต์ เช่น พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระสิวลี พระอานนท์ พระราหุล พระองคุลิมาล พระมหากัสสปะ และอารามฝ่ายพระภิกษุที่เคยจำพรรษาในครั้งพุทธกาล นมัสการ อานันทะต้นโพธิ์ ที่มีอายุยืนยาวมาจนถึง ปัจจุบัน 
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักณ Pawan Palace Hotel”หรือระดับเทียบเท่า
วันที่แปด  สาวัตถี - ลัคเนาว์ 
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
ชมคฤหาสน์ของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านบิดาของ ท่านองคุลิมาล ชมสถานที่ธรณีสูบพระเทวทัต และนางจิญจมาณวิกา  จากนั้น ชมสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ มีลักษณะเป็นเนินดินสูงประมาณ 50 เมตร ที่แห่งนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ย์เพื่อโปรดประชาชนชาวสาวัตถี จากนั้น ทรงเสด็จไปประทับจำพรรษาที่ดาวดึงส์ เมื่อออกพรรษา ทรงเสด็จลงจากสวรรค์ในวันเทโวโรหนะที่สังกัสสะนคร
1100 น.
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้น ออกเดินทางสู่ “เมืองลัคเนาว์”(ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร) 
ค่ำ
เดินทางถึงเมืองลัคเนาว์ รับประทานอาหารค่ำ จากนั้นได้เวลาสมควรออกเดินทางไปยังสนามบินเมืองลัคเนาว์
วันที่เก้า  ลัคเนาว์ – กรุงเทพฯ
0120 น.
ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Smileเที่ยวบินที่ WE 334
0630 น.
เดินทางถึง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

 

อัตราค่าบริการ
อัตราค่าบริการ     
ผู้ใหญ่พักห้องคู่  ราคา ท่านละ
57,000  บาท
พักเดี่ยวจ่ายเพิ่ม
9,000  บาท
*ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม*
 
อัตราค่าบริการรวม
-    ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินสายการบินไทยสมายส์ (Thai Smile)ไป-กลับชั้นประหยัด (Economy Class)Bangkok- Gaya // Lucknow–     Delhi - Bangkok
-    ค่าโรงแรมที่พักตามที่ระบุในรายการ (พักห้องละ 2 ท่าน)
-    ค่าภาษีสนามบินไทย-อินเดีย
-    ค่าวีซ่าประเทศอินเดีย
-    ค่าวีซ่าประเทศเนปาล
-    อาหารทุกมื้อตามที่ระบุในรายการ พร้อมน้ำดื่มสะอาดวันละ 2 ขวดตลอดการเดินทาง
-    ค่ารถโค้ชปรับอากาศตลอดเส้นทาง ตามที่ระบุในรายการ
-    ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามที่ระบุในรายการ
-    กระเป๋าล้อลากอย่างดีท่านละ 1 ใบ พร้อมป้ายชื่อผูกกระเป๋าท่านละ 2 ชิ้น
-    ค่ารถม้าไปนมัสการพระพุทธเจ้าองค์ดำ ทั้งขาไปและขากลับ
-    ผ้ารองนั่ง สำหรับการปฏิบัติในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ท่านละ 1 ผืน
-    ค่าประกันอุบัติเหตุวงเงิน ท่านละ 1,000,000 บาท
-    ค่าทิปคนขนกระเป๋า คนขับรถ พร้อมผู้ช่วย ไกด์ท้องถิ่น 
                                                             
อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม   
-       ค่าทำหนังสือเดินทาง
-       ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางในกรณีที่เกินกว่าสายการบินกำหนด 30 กิโลกรัม
-       ค่าทำใบอนุญาตที่กลับเข้าประเทศของคนต่างชาติ หรือคนต่างด้าว
-       ค่าภาษีท่องเที่ยวหากมีการจัดเก็บ
-       ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
-       ค่ากล้องถ่ายรูป และค่ากล้องวีดีโอ หากจะนำไปถ่ายภาพภายในสถานที่ สำคัญ ซึ่งทางหัวหน้าทัวร์จะแจ้งให้ทราบ
-       ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่ท่าน สั่งมาทานนอกเหนือจากรายการ
-       ค่ามินิบาร์ โทรศัพท์ ฯลฯ  ในโรงแรม
-       ค่าเสลี่ยงขึ้นเขาคิชกูฏ พร้อมค่าทิป คนหามเสลี่ยง หากต้องการ ท่านละ ประมาณ 1,400 รูปี หรือเป็นเงินไทย ประมาณ 700 บาท ทั้งขาขึ้น และ ขาลง(สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เดินไม่สะดวก) เช็คราคาอีกครั้งเมื่อเดินทางถึงบริเวณตีนเขา
 
หมายเหตุ      ทางบริษัท ฯ จัดพระธรรมทูตให้เดินทางไปกับคณะเพื่อบรรยายประวัติและความเป็นมาในทางพุทธศาสนาในแต่ละสถานที่ ที่ท่านไปสักการะ ตลอดการเดินทาง