รถไฟสายมหาปรินิพพานเอ็กซ์เพรส

 

รายการเดินทางไปประเทศอินเดียและเนปาล

นมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง

โดยรถไฟขบวนพิเศษมหาปรินิพพาน เอ็กซ์เพรส

 

  • Program
  • Schedule
  • Price
  • Condition
  • Photos
 

รายการเดินทางไปประเทศอินเดียและเนปาล

นมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง

โดยรถไฟขบวนพิเศษมหาปรินิพพาน เอ็กซ์เพรส

โดยสายการบิน Jet Airways

วันแรกของการเดินทาง                กรุงเทพฯ  – เดลลี–  พุทธคยา                      
1700น. คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิอาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ เคาน์เตอร์ สายการบิน Jet Airways ช่องทางเข้าที่ 7แถว P เจ้าหน้าที่บริษัทนิสโก้ทราเวล จะคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ท่านในการตรวจเช็คสัมภาระและบัตรโดยสารก่อนการเดินทาง
2010น.

ออกเดินทางสู่ เมืองนิวเดลลี ประเทศอินเดีย โดย สายการบิน Jet Airways เที่ยวบินที่ 9W063(เวลาท้องถิ่นในประเทศอินเดียช้ากว่าในประเทศไทย1ชั่วโมง 30นาที)

2320น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี เมืองเดลลี ตามเวลาท้องถิ่นหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และด่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว นำท่านเดินทางสู่โรงแรมที่พัก 
วันที่สองของการเดินทาง                                            เดลลี – พุทธคยา               
เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

0800 น

หลังจากรับประทานอาหารแล้ว นำคณะเดินทางเข้าชม “สวามินารายัน อัคชาร์ดาห์ม” (Swaminarayan Akshardham)วิหารอันวิจิตรตระการตาผสมผสานลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของอินเดียเข้าด้วยกัน มีพื้นทีทั้งหมด 30 เอเคอร์ ใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 5 ปี ใช้ช่างศิลปะและสถาปนิกจำนวน 7,000 คน เป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง สวยงามน่าดูชมจากทุกมุมมอง จากนั้นผ่านชมย่านประตูอินเดียเกต ที่สร้างขึ้นเลียนแบบประตูชัยของปารีส ผ่านชมอาคารทำเนียบประธานาธิบดี และ ที่ทำการรัฐสภา 

1200 น รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
1300 น. นำคณะเดินทางเข้าสู่ สถานีรถไฟซัฟดาจัง (Safdarjung)เพื่อขึ้นขบวนรถไฟสายพิเศษ ชื่อ “มหาปรินิพพานสเปเชียล” (Mahaparinirvan Special)เป็นขบวนรถไฟที่จัดขึ้นเป็นพิเศษโดยการรถไฟอินเดีย
1330 น

เดินทางถึง สถานีรถไฟ ซัฟดาจัง (Safdarjung)คณะรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองจากเจ้าหน้าที่รถไฟ IRCTC เช็คอิน พร้อมพักผ่อนและรับประทานอาหารว่าง(กรุณาตรวจเช็คสัมภาระของท่านก่อนเช็คอินขึ้นรถไฟ)

1430 น รถไฟขบวนพิเศษ มหาปรินิพพานสเปเชียล (Maha Parinirvan Special) เคลื่อนขบวนพร้อมออกเดินทางสู่เมืองคยา เมืองที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่บริการบนรถไฟเสิร์ฟของว่าง ชา กาแฟ ระหว่างรถเคลื่อนออกจากสถานี คณะพักผ่อนตามอัธยาศัย
ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำบนรถไฟ

พักผ่อนบนเตียงนอนรถไฟ ซึ่งเป็นตู้นอนปรับอากาศ ตามอัธยาศัย ในคืนนี้คณะเตรียมกระเป๋าใบเล็กแบ่งใส่เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวไว้ สำหรับค้างคืนที่โรงแรม 1 คืน  ส่วนกระเป๋าเดินทางหรือสัมภาระอื่นๆสามารถทิ้งไว้บนรถไฟได้  เจ้าหน้าที่ของการรถไฟจะคอยดูแล สัมภาระ ระหว่างการเดินทางของคณะ  โดยในแต่ละโบกี้รถไฟจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คอยตรวจตราดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่สามของการเดินทาง                                         พุทธคยา
เช้า

บริการชา การแฟ บนรถไฟ เจ้าหน้าที่บริกร IRCTC 

ขบวนรถไฟพิเศษ สาย “Maha Parinirvan Special”เดินทางถึง เมืองคยา  (Gaya) ในรัฐพิหารคณะเตรียมสัมภาระใบเล็ก  เพื่อเดินทางลง จากขบวนรถไฟ  สู่รถโค้ชปรับอากาศ จากนั้นนำคณะเดินทางสู่ โรงแรมที่พัก โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ระยะทาง 16 กิโลเมตร เพื่ออาบน้ำชำระร่างกายในตอนเช้า

0800 น.

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม 

หลังอาหารเช้า นำคณะเดินทางเข้าสู่ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมศาสดาแห่งศาสนาพุทธ สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก และ เป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ เข้าชม นำคณะเข้า เยี่ยมชมสักการะ มหาเจดีย์พุทธคยา ซึ่งมีความสูง 52 เมตร มีองค์ประกอบส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ส่วนกลางเป็นทรงปรางค์คล้ายพีระมิด และส่วนล่างนั้นเป็นวิหารซึ่งสามารถประกอบศาสนกิจได้ และภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธเมตตา ซึ่งเป็นพระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัย ที่สวยงามมาก สร้างจากหินแกรนิตสีดำในสมัยราชวงศ์ปาละ มีอายุกว่า 1,500 ปี ให้ท่านได้มีเวลา สักการะบูชา  อธิษฐานขอพร พระพุทธเมตตา ด้านหลังของมหาเจดีย์พุทธคยาเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์  และระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับมหาเจดีย์พุทธ
คยาประดิษฐานพระแท่นวัชรอาสน์ ที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จขึ้นประทับบำเพ็ญเพียรด้วยสมาธิ โดยพระแท่นวัชรอาสน์เป็นแท่นหินสี่เหลี่ยมสลักลวดลาย สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช    

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำคณะเดินทางไปยังบริเวณ บ้านนางสุชาดา ซึ่งนางสุชาดานั้นเป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาส ( ข้าวที่หุงกวนด้วยน้ำผึ้งและนม ) ด้วยเข้าใจว่าพระพุทธองค์ที่นั่งสงบอยู่ใต้ต้นไม้คือรุกขเทวดาที่ช่วยให้นางได้ลูกชายสมปรารถนาจึงนำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองไปถวายเพื่อแก้บน หลังจากฉันท์อาหารนั้นแล้ว พระพุทธองค์ได้นำถาดทองคำนี้มาที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา แล้วทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า “ถ้าทรงได้ตรัสรู้แก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้วขอให้ถาดนี้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ”แล้วทรงลอยถาดนั้นลงแม่น้ำ ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นความอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปประมาณ 1 เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงในแม่น้ำจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า “แม่น้ำแห่งการตรัสรู้ ”  จากนั้นนำคณะเดินทางไปชมความสวยงามของศิลปกรรมและความแตกต่างทางสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาของแต่ละประเทศทั้งสายเถรวาทและสายมหายานของวัดพุทธนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น วัดศรีลังกา วัดพม่า วัดทิเบต วัดภูฏาน วัดเกาหลี วัดจีน วัดญี่ปุ่น ซี่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ได้เวลาพอสมควรนำคณะเดินทางกลับเข้าสู่โรงแรมที่พัก 

ค่ำ

รับประทานอาหาร ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารค่ำ อิสระให้ท่านพักผ่อนหรือกลับไปที่พุทธคยาเพื่อไปสวดมนต์หรือทำสมาธิ  ณ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ได้ตามอัธยาศัย (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จะปิดเวลา 2130 น) วันนี้ คณะพักค้างคืน ณ โรงแรม ในเมืองกายา

วันที่สี่ของการเดินทาง                                           คยา –ราชคฤห์ –นาลันทา 
เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

คณะออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศไปยัง เมืองราชคฤห์ ระยะทาง 85 กิโลเมตรเมืองราชคฤห์ เป็นอดีตมหานครอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมคธในสมัยพุทธกาลและเป็นเมืองศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก จัดเป็นเมืองใหญ่หนึ่งในหกของอินเดียโบราณตั้งอยู่ทางตะวันออกของชมพูทวีป ซึ่งปัจจุบัน คือ จังหวัดนาลันทา ในรัฐพิหาร ภายในตัวเมืองนั้นจะเป็นเมืองเก่ามีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก แต่ภายนอกออกไปทางด้านนาลันทาจะเป็นชุมชนใหญ่ และภายในตัวเมืองราชคฤห์นั้นจะมีโบราณสถานต่างๆ อยู่มากมาย  ซึ่งเมืองราชคฤห์นั้นห่างจากเมืองพุทธคยาประมาณ 85 กิโลเมตร เดินทางเข้าสู่ เมืองนาลันทา (เมืองแห่งอัครสาวก บ้านเกิดของพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา) 

นำคณะเดินทางขึ้น เขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นเขาที่เอียงลาดยาวขึ้นไป ลักษณะทางขึ้นนั้นไม่ลำบากมากนัก ระหว่างทางไปเขาคิชฌกูฏ  จะผ่านชีวกัมพวัน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในพระพุทธศาสนาหมอชีวกได้รับแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำราชสำนักหมอชีวก หรือ "ชีวกโกมารภัจจ์" ซึ่งเป็น บุตรของนางสาลวตี ซึ่งเป็นหญิงนครโสเภณีประจำ กรุงราชคฤห์ เมื่อนางคลอดลูกออกมาเป็นชายก็ได้นำไปทิ้งยังกองขยะ ต่อมาอภัยราชกุมารไปพบเข้าจึงนำไปเลี้ยงไว้ในวัง และให้ไปศึกษาวิชาแพทย์ที่เมืองตัก-กสิลา นครหลวงแห่งแคว้นคันธาระเมื่อจบออกมาก็เป็นหมอใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากผ่านชมถ้ำสุกรขาตา ซึ่งเป็นถ้ำที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ และเป็นที่ที่พระเทวฑัตกลิ้งก้อนหินใส่พระพุทธองค์ บนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นจะเป็นลานกว้างพอสมควรมีอิฐปรักหักพังลักษณะสี่เหลี่ยมเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และมีกุฏิวิหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์อีกหลายท่าน และสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองราชคฤห์ในมุมสูง จากนั้นเดินทางไปชม วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกที่เกิดในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายพระพุทธองค์ และพระอัครสาวกได้อุปสมบท ณ วัดแห่งนี้ เป็นสถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาตซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 1250 รูปเดินทางมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และภิกษุสงฆ์เหล่านั้นเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เดินทางเข้าชม มหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 จากนั้นได้มีการสร้างติดต่อกันเรื่อยมาอีกหลายยุค อันมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสถานศึกษาแก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา สถานที่แห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางในการศึกษาและเผยแผ่พุทธศาสนาไปสู่นานาอารยะประเทศโดยเฉพาะนิกายมหายาน มหาวิทยาลัยนาลันทาเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ประมาณ 800 ปี จึงเริ่มเสื่อมสลายลง แต่เหตุการณ์ที่ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างรุนแรง คือ การที่พวกมุสลิมเติรกส์รุกรานเข้ามาในราวปีพ.ศ.1742  ในช่วงที่ทำสงครามกันอยู่ยาวนานกว่า 300 ปี มีการกวาดล้างศาสนาต่างๆบังคับให้เข้าศาสนาตน ฆ่าพระสงฆ์ นักบวชฮินดู ตลอดจนผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา เผาทำลายล้างสิ่งปลูกสร้างและตำราต่างๆที่มีอยู่มากมายมหาศาลจนหมดสิ้น   มหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลายจมลงอยู่ใต้พื้นพิภพ นานถึง 625 ปี เพิ่งมาขุดค้นพบ กันอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2403 โดยชาวอังกฤษ การขุดสำรวจ ภายในเนื้อที่ 230 ไร่ ได้พบซากบางส่วนของมหาวิทยาลัยนาลันทา หอประชุม ที่พักนักศึกษา ห้องเรียน โรงอาหาร สังฆาราม เป็นต้น จากนั้นนำท่านไปสักการะหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ พระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่และศักดิ็สิทธิ์ โดยนั่งรถม้า หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินสีดำ หน้าตักกว้าง 60  นิ้ว พระเกตุทรงดอกบัวตูม ปางสมาธิ องคุลีของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ลงธรณี แม้บาง องคุลีและพระนาสิกจะหักบิ่นไป แต่ก็ยังทรงความงดงามอยู่มิได้จืดจางชาวอินเดียนับถือศรัทธา ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมากเวลา ลูกไม่สบาย ก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อนแล้วลูบ เอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูก ทำให้ ลูกหายเจ็บป่วย หายงอแง กินข้าวได้ อ้วนท้วนสมบูรณ์ จนหลายคนขนานนามท่านว่าหลวงพ่อน้ำมัน หรือภาษาอินเดียว่า"เตลิยะบาบา" บางคนก็ ขนาน  นามท่านว่า"หลวงพ่ออ้วน"หรือภาษาอินเดีย ว่า"โมต้าบาบา"  จากนั้นนำท่านกลับโดยรถม้าเพื่อเดินทางขึ้นรถโค้ช  จากนั้นนำคณะสู่ สถานีรถไฟเมืองคยา เพื่อขึ้นรถไฟขบวนพิเศษ พักผ่อนพร้อมรับประทานอาหารค่ำบนรถไฟ

2300 น. ขบวนรถไฟพิเศษมหาปรินิพพาน (Maha Parinirvan Special)เคลื่อนตัวออกจากสถานีเพื่อเดินทางต่อไปยัง เมืองพาราณสี  พักผ่อนนอนหลับบนรถไฟขบวนพิเศษ
วันที่ห้าของการเดินทาง                                             พาราณสี –สารนาถ –โครักปูร์
เช้า

บริการชา การแฟ บนรถไฟ เจ้าหน้าที่บริกร IRCTC 

รถไฟเดินทางถึง เมืองพาราณสี เมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเดลลีเมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอินเดียเชื่อว่าไหลมาจากสวรรค์  ซึ่งสายน้ำนั้นไหลมาจากภูเขาหิมาลัย  เมืองพาราณสีนั้นเป็นเมืองเก่าที่มีถนนรอบเมืองวกวนไปมาตามโบสถ์และที่บวงสรวงบูชาพระเจ้าของศาสนาฮินดู เช้าวันนี้นำข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว หรือของที่จะทำบุญติดตัวไป  เจ้าหน้าที่ทัวร์ท้องถิ่น จะต้อนรับ จากนั้น นำคณะเดินทาง โดยรถโค้ชปรับอากาศ เข้าสู่โรงแรม ที่พักเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เดินทางต่อไปยังเมืองสารนาถ ซึ่งเป็นเมืองบริวารของเมืองพาราณสีซึ่งอยู่ห่างออกไประยะทาง 10  กิโลเมตร ระหว่างทางผ่าน เจาคันธีสถูป สถานที่พระพุทธองค์ได้ทรงพบปัญจวัคคีย์ ครั้งแรก  หลังจากปัญจวัคคีย์ทั้งหมดผละหนีจากพระพุทธองค์ และเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ทรงระลึกถึงและทรงเมตตาโปรดให้รู้ธรรมตามจึงเสด็จมาพบ และเกิดพระรัตนตรัยขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก  ปัจจุบันเป็นเนินดิน สูงประมาณ 20 เมตร นมัสการ พระคันธกุฏิ เป็นกุฏิหลังแรกที่พระพุทธองค์จำพรรษาเป็นพรรษาแรก  หลังจากที่ทรงตรัสรู้อนุตรสัมโพธิญาณ แล้วเข้าชมสังฆารามกุฏิสงฆ์ กว่า 100 หลัง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาทรงประทานปฐมเทศนาและทรงเสด็จจำพรรษาที่นี่หลายครั้ง

นำคณะเดินทางนมัสการ ธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงธรรมครั้งแรก สร้างสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ปัจจุบันองค์สถูปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.50 เมตร สูง 33.53 เมตร เป็นสถูปทรงกลม ด้านในสร้างด้วยอิฐแดงเกาะกันจนแน่น ด้านนอกก่อด้วยหินทรายแดงแกะลวดลายสวยงาม หินแต่ละก้อนยาวประมาณ 1 เมตร กว้างครึ่งเมตร มีเหล็กเป็นสลักเชื่อมต่อแต่ละก้อนให้ยึดติดกัน มีช่อง 8 ช่อง หมายถึง มรรคแปด ในสมัยก่อนประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ในแต่ละช่อง นำคณะเดินทางถวายคำบูชาธัมเมกขสถูปและเวียนทักษิณาวัตรเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นชมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆที่ปรากฏตามพุทธประวัติ อาทิ ยสะเจดีย์ เสาอโศก ฯลฯ

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม

อิสระให้ท่านได้พักผ่อนหรือหาซื้อของที่ระลึกในโรงแรมที่พักหรือบริเวณใกล้เคียง 

1500 น.

นำคณะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อเดินทางสู่แม่น้ำคงคา

จากนั้นนำคณะ เดินทางสู่ท่าเรือเพื่อนำท่านล่อง แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความยาวกว่า 2500 กิโลเมตร นมัสการพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานอยู่ในแม่น้ำคงคา ชมวิธีการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเมืองริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นแม่น้ำสายศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ซึ่งแม่น้ำแห่งนี้นั้นชาวฮินดูมีความเชื่อว่าผู้ใด ได้อาบ ดื่ม ถือเป็นมงคลของชีวิต และการลงอาบน้ำในแม่น้ำแห่งนี้นั้นสามารถชำระบาปที่มีมาทั้งชีวิตได้ ด้วยความศรัทธาเหล่านี้เอง จึงทำให้เกิด “โรงแรมมรณะ” ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ เป็นโรงแรมสำหรับผู้ป่วยหนักที่นอนรอความตายเพราะมีความเชื่อว่าหากผู้ใดได้เข้ามาตรงจุดนี้ จะเป็นผู้ที่มีบุญ  สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจต่าง ๆ ของชาวฮินดู นักเดินทางจะได้เห็นประเพณีพิธีการอาบน้ำล้างบาป พิธีการปลงศพริมแม่น้ำคงคาที่มีความแตกต่าง โดยชาวฮินดูมีความเชื่อกันว่าผู้ที่ถูกเผาในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จะหลุดพ้นจากวงโคจรชีวิต ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ได้ขึ้นสวรรค์ในทันที  เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปโดยเด็ดขาด  หลังจากนั้นเดินทางไปยังสถานีรถไฟ เพื่อเดินทางต่อไปยัง เมืองโครักปูร์ โดยทางรถไฟพร้อมรับประทานอาหารบนรถไฟ

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ บนรถไฟ คณะเตรียมกระเป๋าเดินทางใบเล็กพร้อมสัมภาระ ของใช้ส่วนตัว สำหรับค้างคืน 1 คืน
วันที่หกของการเดินทาง                                                 โครักปูร์ –กุสินารา  
เช้า

รับประทานอาหารเช้า บนรถไฟ

หลังรับประทานอาหารเช้า นำคณะเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศ เพื่อเข้าสู่ เมืองกุสินารา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที (โดยประมาณ)

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำคณะเดินทางสู่ สถานที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันปรินิพาน และเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ  ณ สาลวโนทยานนำท่านเดินทางไป นมัสการมกุฏพันธนเจดีย์เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ซึ่งปัจจุบันเป็นซากเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สาลวโนทยานซึ่งเดิมนั้นเป็นอุทยานของมัลลกษัตริย์ มีสถูปและปรินิพพานวิหาร ประดิษฐานอยู่ ซึ่งปรินิพพานวิหารนั้นภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่มีความสวยงามมาก  สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในราว ๆ พุทธศตวรรษที่ 9 โดยเป็นศิลปะแบบเมถุลา ด้านหลังพระวิหารปรินิพพาน มีพระสถูปองค์หนึ่ง เรียกว่า ปรินิพพานสถูปสร้างในรัชสมัยพระเจ้าอโศก โดยมีประวัติว่า พระเจ้าอโศกเมื่อทรงมาถึงสถานปรินิพพาน ทรงเศร้าโศกพระทัย เพราะอาลัยถึงพระพุทธองค์ ถึงกับทรงวิสัญญีล้มสลบ และได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์หนึ่งแสน โปรดดำริให้ ก่อสร้างพระสถูปขนาดใหญ่ ขึ้นในบริเวณที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ทรงให้สร้างคร่อมพระแท่นที่ ปรินิพพาน พร้อมด้วยต้นสาละนั่นเอง มีลักษณะเป็นสถูปทรงบาตรคว่ำ สูงราว 70 ฟุต บนยอดมีฉัตร 3 ชั้น

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก
วันที่เจ็ดของการเดินทาง                                                           กุสินารา-ลุมพินี – โครักปูร์
เช้า

รับประทานอาหารเข้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำคณะออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศเพื่อเข้าสู่เมืองลุมพินี ประเทศเนปาลโดยบรรยากาศระหว่างการเดินทางสองข้างทางนั้นลักษณะเป็นทุ่งหญ้า  คณะเตรียมหนังสือเดินทางเพื่อข้ามเขตไปประเทศเนปาล ก่อนเดินทางถึงแวะเยี่ยมชม พุทธวิหารสาลวโนทยาน960  เพื่อรับประทานของว่าง จากนั้นออกเดินทางต่อสู่ลุมพินี ประเทศเนปาล

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำคณะเดินทางสู่ มหาวิหารมายาเทวี เพื่อสักการะสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ ณ สวนลุมพินี เชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่ประสูติของสิทธัตถราชกุมาร คือจุดที่เสาศิลา ของพระเจ้าอโศกมหาราชตั้งอยู่ ยังมีข้อความภาษาพราหมณ์ จารึกไว้อย่างสมบูรณ์ว่าเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายใน มหาวิหารมายาเทวี  มีศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ เป็นรูปพุทธมารดาอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งไม้สาละ มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะออกมาทางปัสสะขวาของพระพุทธมารดา และด้านหน้าของมหาวิหารนั้นสระโบกขรณี  ซึ่งเป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมายาเทวี ก่อนจะให้ประสูติกาลพระกุมาร และหลังการประสูติ จากนั้นนำคณะแวะเยี่ยมวัดไทยลุมพินี  พระอารามหลวงอีกแห่งหนึ่งที่มีความสวยงามอาคารสร้างด้วยหินอ่อน อิสระให้คณะได้ร่วมทำบุญ ณ วัดไทยลุมพินีตามศรัทธา ได้เวลาพอสมควร นำคณะออกเดินทางกลับสู่ ประเทศอินเดียข้ามด่านชายแดน เพื่อเดินทางสู่สถานีรถไฟเมืองโครักปูร์

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำบนรถไฟ
วันที่แปดของการเดินทาง                                       โครักปูร์ –สาวัตถี –กอนดา      
เช้า

เดินทางถึงสถานีรถไฟเมืองกอนดา นำคณะนั่งรถโค้ชปรับอากาศ เดินทางเข้า เมืองสาวัตถี ระยะทาง 65 กิโลเมตร

เดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก เพื่ออาบน้ำ ล้างหน้า พักผ่อน พร้อมรับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังรับประทานอาหารเช้า ออกเดินทางเข้าชมสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ มีลักษณะเป็นเนินดินสูงประมาณ 50 เมตร ที่แห่งนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ย์เพื่อโปรดประชาชนชาวสาวัตถี จากนั้น ทรงเสด็จไปประทับจำพรรษาที่ดาวดึงส์ เมื่อออกพรรษา ทรงเสด็จลงจากสวรรค์ในวันเทโวโรหนะที่สังกัสสะนคร 

 

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นชม วัดเชตวันมหาวิหาร ที่ซึ่งพระพุทธองค์ประทับจำพรรษา นานถึง 19 พรรษา เป็นศุนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด นมัสการพระคันธกุฏี ฤดูร้อน ฤดูหนาวและฤดูฝน นมัสการ ธรรมศาลา ที่ใหญ่ที่สุด ธรรมสภา กุฏิพระอรหันต์ เช่น พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระสิวลี พระอานนท์ พระราหุล พระองคุลิมาล พระมหากัสสปะ และอารามฝ่ายพระภิกษุที่เคยจำพรรษาในครั้งพุทธกาล นมัสการ อานันทะต้นโพธิ์ ที่มีอายุยืนยาวมาจนถึง ปัจจุบัน จากนั้นนำคณะไปชมคฤหาสน์ของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านบิดาของท่านองค์คุลิมาล ชมสถานที่ธรณีสูบพระเทวทัต และนางจิญจมาณวิกา

ก่อนเดินทางกลับนำท่านผ่านชม แดนมหามงคลของอุบาสิกาบงกช สิทธผลเพื่อชมความสวยงามของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุด และสวยงามที่สุด สร้างโดยฝีมือคนไทย

1630 น.

เดินทางกลับมายังสถานีรถไฟเมืองกอนดา เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองอัคราพร้อมทั้งรับประทาน  อาหารและพักผ่อนบนขบวนรถไฟสายพิเศษ มหาปรินิพพาน เอ็กซ์เพรส

วันที่เก้าของการเดินทาง                                            อัครา –เดลลี 
เช้า

รับประทานอาหารบนรถไฟ

ถึงสถานี อัครา นำคณะเดินทางโดยรถโค้ชไปยัง ทัชมาฮาล (Taj Mahal) อนุสรณ์สถานแห่งความรักอมตะที่ยิ่งใหญ่งดงาม ตั้งอยู่ริมน้ำยมุนา เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าซาร์จาฮานทรงมีรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระศพของพระนางมุมตัสมาฮาลพระมเหสีซึ่งสิ้นพระชนม์จากการมีประสูติกาลในปีค.ศ. 1631 สถานที่แห่งนี้ใช้เวลาสร้างถึง 22 ปี ด้วยแรงงานกว่า 20,000 คนออกแบบและตกแต่งโดยช่างฝีมือเอกของโลกในยุคนั้นประดับประดาด้วยอัญมณีและหินสีนานาชนิดบนหินอ่อนสีขาว ภายในมีที่บรรจุพระศพของ พระนาง มุมตัส มาฮาลและพระเจ้า ซาร์ จาฮาน ไว้เคียงคู่กันภายในทัชมาฮาลจนตราบชั่วนิรันดร์กาลและยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดียอีกด้วย จากนั้น เดินทางสู่สถานีรถไฟเมืองอัคราเพื่อเดินทางสู่เดลลี 

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวันบนรถไฟ

จัดเตรียมแพ็คกระเป๋าใบใหญ่เพื่อเตรียมตัวเช็คเอาท์ลงจากรถไฟ       

1800 น.

(เวลาโดยประมาณ) คณะเดินทางถึงสถานีรถไฟเมืองเดลลี โดยสวัสดิภาพ

นำคณะเช็คเอ้าท์ ออกจากขบวนรถไฟ พิเศษ Maha Parinirvan Special นำท่านเดินทางสู่ ภัตตาคาร 

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำคณะเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก ณ เมืองเดลลี

วันที่สิบของการเดินทาง                              เดลลี –กรุงเทพ ฯ
เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

ได้เวลาสมควรนำคณะเดินทางสู่สนามบิน 

1430 น. ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Jet Airwaysเที่ยวบินที่ 9W 66 
2005 น. คณะเดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ

 

 

ตารางการเดินทางโดยรถไฟขบวนพิเศษ

"มหาปรินิพพาน เอ็กซ์เพรส"

2559 - 2560

 

เดือน

วันเดินทางไป

วันเดินทางกลับ

ตุลาคม  2559

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม

พฤศจิกายน 2559

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม

ธันวาคม 2559

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 

มกราคม 2560

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์  

กุมภาพันธ์  2560

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 

มีนาคม 2560

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 

 

 

อัตราค่าบริการ

 

 

อัตราค่าบริการ

ค่าบริการสำหรับรถไฟ ชั้น 2

ค่าบริการสำหรับรถไฟชั้น 1

ผู้ใหญ่ ท่านละ

65,000  บาท

ชำระเพิ่ม ท่านละ 7,350บาท

*** ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม

*** ราคาดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

 

 

อัตราค่าบริการรวม

- ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินสายการบินไทยไป-กลับชั้นประหยัด (Economy Class) Bangkok-Delhi-Bangkok
- ค่าเดินทางโดยรถไฟขบวนพิเศษ Mahaparinirvan Special ตู้นอนชั้นหนึ่งปรับอากาศ หรือชั้นสองปรับอากาศ  
- ค่าภาษีสนามบินไทย-อินเดีย
- ค่าวีซ่าประเทศอินเดีย 
- ค่าวีซ่าประเทศเนปาล 
- อาหารทุกมื้อตามที่ระบุในรายการ พร้อมน้ำดื่มสะอาดตลอดการเดินทาง
- ที่พักบนรถไฟ และในโรงแรม ทุกแห่ง 
- ค่ารถโค้ชปรับอากาศตลอดเส้นทาง ตามที่ระบุในรายการ
- ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามที่ระบุในรายการ
- กระเป๋าล้อลากอย่างดีท่านละ 1 ใบ
- ค่ารถม้าไปนมัสการพระพุทธเจ้าองค์ดำ ทั้งขาไปและขากลับ
- ผ้ารองนั่ง สำหรับการปฏิบัติในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ท่านละ 1 ผืน
- ค่าประกันอุบัติเหตุวงเงิน ท่านละ 1,000,000 บาท
- ค่าทิปคนขนกระเป๋า คนขับรถ พร้อมผู้ช่วย ไกด์ท้องถิ่น  เจ้าหน้าที่บริการบนรถไฟพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
 

ราคานี้ไม่รวม    

- ค่าทำหนังสือเดินทาง
- ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางในกรณีที่เกินกว่าสายการบินกำหนด 20 กิโลกรัม
- ค่าทำใบอนุญาตที่กลับเข้าประเทศของคนต่างชาติ หรือคนต่างด้าว
- ค่าภาษีท่องเที่ยวหากมีการจัดเก็บ
- ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
- ค่ากล้องถ่ายรูป และค่ากล้องวีดีโอ หากจะนำไปถ่ายภาพภายในสถานที่ สำคัญ ซึ่งทางหัวหน้าทัวร์จะแจ้งให้ทราบ
- ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่ท่าน สั่งมาทานนอกเหนือจากรายการ
- ค่ามินิบาร์ โทรศัพท์ ฯลฯ  ในโรงแรม
- ค่าเสลี่ยงขึ้นเขาคิชกูฏ พร้อมค่าทิป คนหามเสลี่ยง หากต้องการ ท่านละ ประมาณ 900 รูปี หรือเป็นเงินไทย ประมาณ 500 บาท ทั้งขาขึ้น และ ขาลง (สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เดินไม่สะดวก)
 

การเดินทางโดยรถไฟสายศักดิ์สิทธิ์มหาปรินิพพานเอ็กซ์เพรส ท่านจะมีเวลาท่องเที่ยวนมัสการสิ่งอันเป็นมงคลต่างๆในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ทั่วถึงและเที่ยวได้นานกว่าการเดินทางไปสังเวชนียสถานรูปแบบทั่วไป  เพราะการเดินทางด้วยรถไฟสามารถเดินทางในช่วงกลางคืนได้ ช่วยประหยัดเวลาอันมีค่าในแต่ละวันของท่านในการทำความรู้จักประเทศอินเดีย

 
การจอง
สอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่  02-510 4924 , 02-510 4850
- จ่ายมัดจำ 10,000 บาท ทันทีที่จอง 
- จ่ายส่วนที่เหลือ 30 วันก่อนวันเดินทาง  
 

เอกสารที่จำเป็นในการขอวีซ่าประเทศอินเดีย

- พาสปอร์ตที่มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และมีหน้าเหลืออย่างน้อย สองหน้า
- รูปถ่ายสีขนาด 2 นิ้ว x 2 นิ้ว พื้นหลังสีขาวไม่มีกรอบ จำนวน 4 ใบ สำหรับการขอวีซ่าอินเดียและเนปาล 
- สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด
- สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด 
- ผู้ที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางประเทศไทย ต้องแสดงสำเนาใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (Thai Work Permit) ใบถิ่นที่อยู่ (Residence Permit)
 

เงื่อนไขการให้บริการ ยึดและคืนมัดจำสำหรับทริป อินเดีย 

- จองล่วงหน้าตามช่วงเวลาที่กำหนด
- ชำระเงิน ตามเงื่อนไขข้างต้น
- ยกเลิกก่อนเดินทาง 21  วันเก็บค่าใช้จ่ายท่านละ  5,000 บาท
- ยกเลิกก่อนเดินทาง 21-7 วันเก็บค่าใช้จ่ายท่านละ 50% ของราคาทริป
- ยกเลิกก่อนเดินทาง 7 วัน เก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- เมื่อท่านออกเดินทางกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการรายการใดรายการหนึ่ง อาทิ ไม่เที่ยวบางรายการ ไม่ทานอาหารบางมื้อ หรือไม่เดินทางพร้อมคณะถือว่าท่านสละสิทธิ์ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการและเงินมัดจำคืนได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
- กรณีที่การตรวจคนเข้าเมืองทั้งที่กรุงเทพฯ และในต่างประเทศปฏิเสธมิให้เดินทางออกหรือเข้าประเทศในรายการเดินทาง หรือเกิดกรณีความล่าช้าจากสายการบิน, การประท้วง, การนัดหยุด งานการก่อจลาจลทางเราขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนค่าบริการไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
- เมื่อท่านตกลงชำระเงินไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน  ถือว่าท่านได้ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ระบุไว้ แล้วทั้งหมด 
 
บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ในการที่จะไม่รับผิดชอบต่อค่าชดเชยความเสียหาย ไม่ว่ากรณีที่กองตรวจคนเข้าเมืองของไทยไม่อนุญาตให้เดินทางออกหรือกองตรวจคนเข้าเมืองของแต่ละประเทศไม่อนุญาตให้เข้าเมือง  บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ในการที่จะไม่รับผิดชอบต่อค่าชดเชยความเสียหายอันเกิดจากเหตุสุดวิสัยที่ทางบริษัทฯไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การนัดหยุดงาน (สไตรค์), จลาจล, การก่อการร้าย,ภัยธรรมชาติ, การล่าช้าของเที่ยวบิน รายการเดินทางและเส้นทางท่องเที่ยว อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์และความจำเป็นเหมาะสม อย่างไรก็ตามทางบริษัทฯ จะเน้นผลประโยชน์สูงสุดแก่คณะฯ